Actions

Work Header

Dear Izuku, From Kacchan

Summary:

อุบัติเหตุทางอัตลักษณ์ทำให้ทุกคนได้พบกับคัตสึกิในอีกห้าปีข้างหน้า

“เธอบอกว่าเธอมาจากห้าปีข้างหน้าสินะ”

ทันทีที่นั่งลง ไอซาวะก็เข้าเรื่องทันที

คัตสึกิส่ายหน้า “เป็นโลกคู่ขนาน”
ปลายปากกาในมือของอาจารย์หนุ่มชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นจากรายงานในมือ เอ่ยถามช้าๆ “ทำไมถึงมั่นใจนัก?”

สายตาที่มองกลับมาทำหลังคอไอซาวะรู้สึกเย็นเยียบ

“เพราะผมเจอคนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกของผมอีกแล้ว”

----

An Quirk accident happened and everyone meet older Katsuki.

"you said you were from five years in the future, right?"

Aizawa got straight to the point as soon as he sat down.

Katsuki shook his head. "A parallel universe."

The young teacher's hand froze. He looked up from the report and asked slowly, "Why are you so sure?"

The look he gave back made Aizawa's neck feel cold.

"Because I saw someone who doesn't even exist in my world anymore."

Chapter Text

ครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่อิซึคุต้องถูกจัดเวรเข้าคู่ให้ไปทิ้งขยะและซื้อของเข้าหอกับคัตสึกิ แต่เป็นครั้งแรกที่เมื่อลงมาถึงห้องนั่งเล่นแล้ว เขาเห็นอีกคนนั่งรออยู่บนโซฟา

ปกติหากคัตสึกิลงมาเป็นคนแรก เจ้าตัวจะเอาขยะออกไปทิ้งก่อน อิซึคุไม่แน่ใจในเหตุผลนัก แต่คิดว่าเด็กหนุ่มผมสีฟางน่าจะอยากทำทุกอย่างให้เสร็จเร็วๆ เพื่อย่นเวลาที่จะต้องอยู่กับเขาให้น้อยลง

แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์ที่กราวด์เบต้าและถูกกักบริเวณด้วยกัน สลักระเบิดตามตัวอีกฝ่ายที่อิซึคุมักไปจุดอย่างไม่ตั้งใจก็คล้ายถูกปลดออกไปบางส่วน คัตสึกิพูดกับเขามากขึ้น อดทนมากขึ้น ถ้อยคำที่ตะโกนออกมาก็ไร้หนามแหลมคมเหมือนเคย อิซึคุไม่คาดหวังให้ทุกอย่างกลับคืนไปราบรื่นเหมือนระลอกคลื่นระหว่างพวกเขาไม่เคยเกิดขึ้น แต่ก็อดยอมรับไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้สร้างความหวังใหม่ขึ้นมา…

“อาหารเช้าอยู่บนโต๊ะ”

“อ่า?”

คัตสึกิก้มหน้าเล่นโทรศัพท์ “ทำมาเกิน ให้แกช่วยจัดการ”

เขาเม้มปาก พยายามทำตัวให้ปกติ “ขอบคุณนะคัตจัง”

“เหอะ แค่ของเหลือหรอก”

ไม่แค่ทำอาหารเผื่อ แต่ยังรอจนเขากินเสร็จด้วย ถึงเจ้าตัวจะบ่นอุบเป็นพักๆ แต่อิซึคุดูออกว่าเป็นการบ่นแบบขอไปทีเท่านั้น

สิบห้านาทีต่อมา หลังทิ้งขยะเสร็จ ทั้งคู่ก็ตรงไปซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้ๆ คัตสึกิเดินนำหน้า อิซึคุเดินตามหลังไม่ห่าง ระหว่างทางไร้บทสนทนา ทว่าบรรยากาศไม่อึดอัดอย่างที่คิด ทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจนอิซึคุแอบใช้บางจังหวะที่ฟุตบาทโล่งกว้างก้าวเท้าขึ้นไปเดินเคียงคัตสึกิ

นัยน์ตาสีแดงเพียงเหลือบมองมา ไม่มีคำพูดอะไร

 

เช้านี้ทิ้งขยะสำเร็จ ซื้อของได้ครบ คัตจังไม่หงุดหงิดแถมยังดูอารมณ์ดีนิดๆ อิซึคุเกือบจะกาให้วันนี้เป็นวันที่สมบูรณ์แบบแล้ว เสียแต่ว่า…

‘ตู้มมม!!!’

คำว่า ‘เจ้าเด็กมีปัญหา’ ที่ไอซาวะมักใช้เรียกพวกเขาบ่อยๆ เหมือนจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ

เสียงระเบิดเหมือนจะดังมาจากข้างนอกซูเปอร์มาร์เก็ต ฟังดูใกล้มาก อิซึคุสัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนบางๆ จากใต้ฝ่าเท้า รอบซ้ายขวาเต็มไปด้วยคนที่วิ่งพล่านหาทางออก เขาที่ยืนอยู่กลางทางเดินถึงกับโดนกระแทกไปหลายครั้ง ดีว่าคัตสึกิดึงหลังคอเสื้อไว้ได้ทัน ไม่งั้นคงโดนเหยียบไปแล้ว

“กะ เกิดอะไรขึ้นน่ะ?”

“ก็อยู่กับแกตรงนี้ จะไปรู้ได้ไงวะ” ตอบเสร็จ คัตสึกิก็หันไปคว้าแขนพนักงานรักษาความปลอดภัยคนหนึ่งที่ผ่านหน้าไปพอดี “เฮ้ย เกิดอะไรขึ้น”

“อะ เอ่อ…อ๊ะ ไม่สิ นี่พวกเธอเป็นเด็กนักเรียนไม่ใช่เหรอ ตามฉันมานี่เลย!”

“เดี๋ยวก่อนครับ! อ่า!” อิซึคุตบๆ ไปตามตัวอย่างร้อนรน ล้วงบัตรอนุญาตฮีโร่ชั่วคราวออกมาจากด้านในของเสื้อแจ็กเกต “นี่ครับ! ผม…พวกเราเป็นนักเรียนจากยูเอ!”

คนไม่มีใบอนุญาตอย่างคัตสึกิได้แต่จิ๊ปาก ยืนรออยู่ข้างๆ อย่างเงียบๆ

“ฮีโร่ฝึกหัดนี่เอง! ดีๆๆๆ” ใบหน้าตื่นตระหนกของพนักงานรักษาความปลอดภัยคลายลงทันที “จริงๆ ก็ไม่มีอะไรร้ายแรง มีกลุ่มวายร้ายก่อเหตุอยู่ที่เขตข้างๆ พวกฮีโร่มืออาชีพคุมสถานการณ์ไว้หมดแล้ว แต่วายร้ายคนหนึ่งดันมีอัตลักษณ์ที่รบกวนคลื่นสัญญาณหรืออะไรสักอย่างที่ฉันไม่เข้าใจเท่าไร รู้แต่ว่าระยะแสดงผลไกลมาก กลายเป็นว่าตอนนี้ห้องควบคุมไฟฟ้าเราใช้งานไม่ได้เลย พอประกาศสถานการณ์ไม่ได้ คนเลยตื่นตกใจ” ชายวัยกลางคนผายมือไปรอบๆ นอกจากชั้นวางของที่ถูกชนเละเทะกับเสียงความวุ่นวายจากด้านนอก อย่างอื่นในซูเปอร์มาร์เก็ตก็ดูปกติดี แผ่นฝ้ายังคงสมประกอบ กระจกอยู่ครบทุกใบ ไม่มีควันโขมงแม้แต่นิดให้เห็น

อิซึคุเข้าใจทันที

ความตื่นตระหนกถือเป็นหนึ่งในวายร้ายตัวฉกาจตัวหนึ่งเหมือนกัน

เขาซุกถุงผ้าไว้กับช่องหนึ่งบนชั้นวางของ ก่อนหันไปกล่าวกับพนักงานรักษาความปลอดภัยว่า “เดี๋ยวพวกผมช่วยควบคุมฝูงชนเองครับ”

“เยี่ยมเลย! ดูแผนที่นี่นะ ทางออกฉุกเฉินของชั้นนี้จะอยู่ที่…”

พวกเขาเริ่มจากทางออกฉุกเฉินที่ใกล้ที่สุดก่อน คัตสึกิเป็นคนเรียกความสนใจผู้คน อิซึคุกับพนักงานรักษาความปลอดภัยเป็นคนอธิบายสถานการณ์และนำคนไประบายกับทางออกฉุกเฉินใกล้ๆ

หลังจากวิ่งพล่านอยู่เกือบชั่วโมง ในที่สุดซูเปอร์มาร์เก็ตก็ปลอดคน อิซึคุพรูลมหายใจออกอย่างโล่งอก ทว่ายังไม่ทันจะได้นั่งพักหายใจหายคอ กระจกตรงหน้าพลันระเบิดออก เด็กหนุ่มม้วนตัวไปด้านหลัง ชนเข้ากับคัตสึกิที่หมอบหลบอยู่แถวนั้นพอดี

“คัตจัง!”

“อะไร–เฮ้ย!”

อิซึคุคว้าแขนคัตสึกิที่ยังดูงุนงงเข้ามาใกล้ นัยน์ตาสีแดงเห็นวันฟอร์ออลส่องประกายสีเขียวแวบหนึ่ง ก่อนจะถูกอิซึคุคว้าตัวเหวี่ยงไปอีกทาง

ภาพตรงหน้าพร่าเลือนไปชั่วขณะ เสียงโครมสะท้านหูดังขึ้น บริเวณรอบๆ สั่นสะเทือนเล็กน้อย หลังฝุ่นผงที่ลอยตลบค่อยๆ จางลง จึงได้เห็นว่าตรงที่เขาเคยหมอบหลบอยู่มีคานเหล็กอันเขื่องหล่นร่วงลงมา

เด็กหนุ่มผมสีอ่อนขนลุกซู่ นี่ถ้าเดกุมันคว้าเขาไว้ไม่ทันล่ะก็…

พูดถึงเจ้านั่น มันไปไหนแล้ว?

หัวใจคัตสึกิกระตุกวูบ รีบตระกายตัวขึ้น เปล่งเสียงออกไปสุดปอดท่ามกลางซากปรักหักพัง “เฮ้ย! เดกุ! ได้ยินแล้วตอบด้วย! เดกุ!”

ไม่มีเสียงตอบกลับมา

“แกต้องกลับมาครบสามสิบสองนะโว้ย!”

 

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วินาที

หลังมั่นใจว่าได้ส่งคัตสึกิไปทิศที่ปลอดภัยแล้ว อิซึคุเตรียมจะใช้วันฟอร์ออลพลิกตัวหนีไปอีกข้างเช่นกัน แต่ไม่คาดว่าจะถูกแรงกระแทกหนึ่งโถมใส่ตัวเสียก่อน

เขาเกร็งร่าง รอรับความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นเพราะคิดว่าตนคงถูกลูกหลงจากคานเหล็กเข้าให้แล้ว แต่นอกจากแรงกดทับเล็กน้อยที่แขนและท่อนล่าง ทุกอย่างก็ดูสบายดี

อิซึคุค่อยๆ ลืมตาที่ไม่รู้ว่าหลับไปตั้งแต่เมื่อไรขึ้น

สิ่งแรกที่เห็นท่ามกลางฝุ่นคลุ้งคือสีแดง

“คัตจัง?”

นัยน์ตาคู่นั้นมองกลับมา “เด–อิซึคุ?”

อิซึคุงุนงงเล็กน้อย คัตจังจะมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไง? เมื่อครู่หัวคงไม่โดนกระแทกจนเห็นภาพหลอนหรอกนะ

ก่อนจะได้ทำอะไร ใบหน้าข้างบนก็ก้มเข้ามาใกล้ ทำให้เขารู้ว่าตนเองถูกอีกฝ่ายทับไว้ด้วยท่าเดียวกับที่เคยโดนที่กราวด์เบต้า

ความเย็นเยียบที่ไหปลาร้าทำอิซึคุหลุดจากภวังค์ เขาหลุบตาลงต่ำ เห็นเป็นสร้อยเส้นหนึ่งไหลจากคอเสื้อเครื่องแบบฮีโร่ของคนตรงหน้าลงมาแตะกับผิวผะแผ่ว ตรงปลายห้อยวัตถุทรงกลมขนาดประมาณเหรียญห้าร้อยเยน

แต่ว่าคัตสึกิไม่ได้ใส่สร้อย และสวมชุดลำลองออกจากหอเมื่อเช้า

จังหวะนั้นเอง มีเสียงตะโกนแว่วมา “เฮ้ย! เดกุ! ได้ยินแล้วตอบด้วย! เดกุ!”

คราวนี้อิซึคุแน่ใจแน่แล้วว่าไม่ใช่ภาพหลอน

และไม่ใช่คัตสึกิคนที่เขา ‘คุ้นเคย’ ด้วย

 

เมื่อสถานการณ์ดูสงบลงบ้างแล้ว คัตสึกิก็เห็นเรือนผมสีเขียวอยู่หลังเคาน์เตอร์ตัวหนึ่งที่อยู่ห่างไปไม่ไกล

“เฮ้ย ก็ยังอยู่ดีนี่ ทำไมไม่ตอบล่ะ”

นัยน์ตาสีแดงกวาดขึ้นลงบนร่างของคนที่นั่งนิ่งอยู่บนพื้น นอกจากเสื้อผ้าที่ดูเปรอะเปื้อนและรอยถลอกเล็กๆ น้อยๆ ตามแขน ทุกอย่างก็ดูปกติดี

ไม่สิ

คัตสึกิขมวดคิ้ว ยิ่งสาวเท้าเข้าไปใกล้ยิ่งรู้สึกผิดปกติ อีกฝ่ายยังคงไร้ปฏิกิริยาตอบกลับทั้งที่ได้ยินเสียงเคลื่อนไหว

“นี่! เดกุ เหม่ออะไร…”

เขามองตามปลายสายตาของอิซึคุไป อ้าปากค้างเมื่อเห็นใบหน้าที่ตัวเองเห็นในกระจกทุกเช้ามองกลับมา

ระเบิดถูกปล่อยออกไปก่อนที่คัตสึกิจะทันประมวลผลเสียอีก

อีกฝ่ายหลบอย่างง่ายดายด้วยท่าการเคลื่อนไหวที่คัตสึกิฝึกฝนซ้ำๆ เป็นร้อยเป็นพันครั้ง แต่คนตรงหน้าเหมือนจะได้ใช้ได้ลื่นไหลกว่า เคลื่อนไหวเรียบง่าย รวดเร็ว แทบไม่สิ้นเปลืองพลังงานที่ไม่จำเป็นแม้แต่น้อย

คัตสึกิกัดฟันกรอด มือข้างที่ปล่อยระเบิดสั่นเล็กน้อย ภาพตรงหน้าช่างคลับคล้ายคลับคลากับอัตลักษณ์จากคนของสมาพันธ์วายร้าย แต่เหมือนจะมีตรงไหนไม่ถูกต้องสักแห่ง…

“ติดต่ออาจารย์ยัง” เขากระซิบ เมื่อเห็นว่าอิซึคุพยักหน้าน้อยๆ ก็หันไปให้ความสนใจกับเรื่องตรงหน้าตามเดิม “เธอต้องการอะไร พวกที่เหลืออยู่ที่ไหน?”

คัตสึกิอีกคนเหลือบมองเขาเล็กน้อย “ฉันไม่ใช่โทกะ” ชายหนุ่มตอบอย่างไม่ใส่ใจนัก ก่อนหันไปถามอิซึคุ “นี่ปีอะไรแล้ว”

“เฮ้ย นี่แกคิดว่าจะบอกว่าไม่ใช่ก็จบแล้วเหรอ!?”

เขายังคงไม่สนใจ “ปีนี้ปีอะไร”

อิซึคุลังเล แต่แค่ตอบคำถามก็ไม่เสียหายตรงไหน จึงตอบกลับไป

คนถามเงียบไปอึดใจ อิซึคุใช้โอกาสนี้ค่อยๆ ลุกไปยืนข้างคัตสึกิ

“คัตจัง ผมว่ามันแปลกๆ …” เด็กหนุ่มผมเขียวพูดเสียงเบา

“อืม ยัยแวมไพร์ไม่มีทางที่…”

ในขณะที่ทั้งสองกำลังปรึกษากันเงียบๆ อีกฝ่ายก็พูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสบายๆ

“ฉันไม่ใช่วายร้ายหรอก”

เด็กหนุ่มทั้งสองสะดุ้ง คัตสึกิอีกคนมองประกายระเบิดรอบมือคัตสึกิและแสงไฟสีเขียวที่ล้อมรอบขาอิซึคุด้วยแววตาล้ำลึกที่แปลไม่ออก “เก็บแรงไว้เถอะ ฉันไม่มีอารมณ์สู้”

“แล้วจะพิสูจน์–”

อีกฝ่ายโยนของชิ้นหนึ่งมาให้ คัตสึกิยื่นมือไปรับตามสัญชาตญาณ ลืมบทเรียนจากไอซาวะไปเสียสนิทว่าไม่ควรรับของโดยตรงจากมือ (คนที่น่าจะเป็น) วายร้าย

มันคือกำไลเชือกถักหน้าตาธรรมดาๆ เส้นหนึ่ง

“นี่มัน…”

เห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไป คัตสึกิอีกคนกระตุกยิ้มที่มุมปาก “มีแค่ฉันกับนายที่รู้ว่าเรามีกำไลเส้นนี้ โทกะหรือวายร้ายคนไหนก็สร้างของที่พวกเขาไม่เคยเห็นไม่ได้หรอก ใช่ไหมล่ะ?”

“นายคือฉันจริงๆ?”

เขาส่ายหน้าช้าๆ

“พูดให้ถูกก็คือ ฉันคือนายในอีกห้าปีข้างหน้า”

 

ขามาคัตสึกิเดินนำหน้า อิซึคุเดินตามหลัง แต่ขากลับคัตสึกิเดินรั้งหลัง อิซึคุและคัตสึกิที่อายุมากกว่าเดินนำหน้า

เมื่อครู่อาจารย์ไอซาวะโทรมาบอกว่ารถมาถึงแล้ว ให้พวกเขาลงไปที่บันไดหนีไฟ แล้วใช้ทางออกด้านหลังที่เป็นตรอกเล็กๆ หลบสายตาผู้คนออกมา

ระหว่างลงบันได ไม่มีใครพูดอะไร บรรยากาศน่าอึดอัดอย่างมาก อิซึคุรู้สึกอยู่ไม่สุข คิดจะสร้างบทสนทนาหลายครั้ง แต่ก็ล้มเลิกทุกครั้ง ตอนมีคัตสึกิคนเดียวก็ชวนคุยลำบากมากพอแล้ว มีสองคนเขาไม่โดนด่าจนตายเลยเหรอ

อีกอย่าง พอหันไปจะเริ่มคุยทีไร นัยน์ตาสีแดงที่อยู่ข้างๆ ก็เหมือนจะมองมาอยู่ตลอด

จนเมื่อโดนเหลือบมองเป็นรอบที่ห้า (หรือหกกันนะ?) อิซึคุเริ่มทนไม่ไหวอีกต่อไป “คัตจัง เอ่อ หมายถึงคัตจังที่อยู่ข้างผมน่ะ มีอะไรอยากพูดกับผมหรือเปล่าครับ?”

แวบแรกอีกฝ่ายเหมือนอยากจะปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็ถามออกมา “เราจะไปยูเอใช่มั้ย”

“เปล่า ไปคุกทาร์ทารอส จับนายเข้าคุก” คัตสึกิคนข้างหลังพึมพำตอบ

คนที่อายุมากกว่าทำเสียงขึ้นจมูก “ตลกตายล่ะ นายเงียบไปเลย ฉันคุยกับอิซึคุอยู่”

“ใช่ครับ” อิซึคุตัดสินใจเมินการโต้เถียงเล็กๆ นี่ไป “คัตจังสันนิษฐานว่าตัวเองเจออุบัติเหตุทางอัตลักษณ์จนทำให้มาโผล่ที่นี่ใช่ไหมล่ะครับ นี่ก็ผ่านมาสักพักแล้ว ผมว่านี่น่าจะเป็นอัตลักษณ์ประเภทสะสมพลังงาน ต้องใช้เวลาสักพักกว่าเอฟเฟคจะคลี่คลาย ถ้าจะให้ผมเดา…นี่ก็พ้นกรอบเวลาช่วงสามสิบนาทีแรกมาแล้ว อาจต้องรอในขอบเขตยี่สิบสี่ชั่วโมง หรือไม่ก็…” เมื่อรู้ตัวว่าในพื้นที่บันไดหนีไฟอันคับแคบมีแค่เสียงของเขาพูดจ้อ อิซึคุรีบหุบปากทันที “ขอโทษครับ”

คัตสึกิที่อยู่ข้างๆ ขมวดคิ้ว “ขอโทษทำไม ว่าต่อสิ”

เมื่อไม่มีเสียงขัดแย้งมาจากด้านหลัง อิซึคุพูดต่อ “หรือไม่ก็คงอีกหลายวัน ตามบันทึกที่ผ่านมา เหตุจากอัตลักษณ์เกี่ยวกับเวลามักจะยาวนานกว่าอัตลักษณ์อื่นๆ ทั่วไป ดังนั้นคัตจังไปยูเอจึงเหมาะที่สุดแล้ว”

“นายไปด้วยเหรอ”

“ผม? แน่นอนสิครับ ทำไมคัตจัง…เอ่อ จะว่าไป เรียกคัตจังทั้งคู่นี่ชวนสับสนเหมือนกันนะ เอาไงดี...”

“เรียกฉันว่าคัตจัง” ร่างสูงกล่าว ชี้นิ้วไปด้านหลัง “ส่วนมันจะเรียกอะไรก็เรียกไป”

‘มัน’ ที่ว่าระเบิดอารมณ์ทันที “หา นี่มันไทม์ไลน์ฉันเว้ย ฉันสิชื่อคัตจัง”

ทั้งคู่เหมือนจะลืมไปแล้วว่า ‘คัตจัง’ ไม่ใช่ชื่อในบัตรประชาชนตัวเองเสียหน่อย

อิซึคุมองคนโต้เถียงสลับไปมา สองคนนี้มองแวบแรกแล้วเหมือนกันมาก (ก็คนเดียวกันนี่นา) แต่จริงๆ แล้วยังมีจุดแตกต่างที่ชี้ได้ชัดอยู่

ฝั่งที่มาจากอนาคตแน่นอนว่าสูงใหญ่ตัวหนา ชายหนุ่มสูงกว่าคัตสึกิในตอนนี้ถึงครึ่งศีรษะ (และมากกว่าอิซึคุเกือบหนึ่งศีรษะ) ใบหน้าคมเข้มขึ้นจนแทบไม่เหลือเค้าความนุ่มนวลของวัยเยาว์

จุดต่อมา อิซึคุสามารถชี้ได้เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกันเล็กน้อย นั่นก็คือ…

คัตจังคนนี้…เหมือนจะมีความอดทนต่อเขามากทีเดียว

สามสิบนาทีมานี้ อิซึคุยังไม่โดนชายหนุ่มเสียงดังใส่สักครั้งเลย!

แปลว่าในอนาคต ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเราจะดีขึ้นใช่ไหมนะ…อิซึคุอดไม่ได้ที่จะแอบหวังอยู่ในใจ

“เอาอย่างนี้ ผมเรียกคัตจังผู้ใหญ่ว่าบาคุโกซัง…” เด็กหนุ่มผมเขียวสรุป

“ไม่เอา!” ทั้งคู่หันมาสวนพร้อมกัน

พูดถึงคนเดียวแท้ๆ ทำไมอีกคนต้องผสมโรงด้วยล่ะนี่

“งั้นคัตสึกิซังแล้วกัน ตามนี้นะครับ!”

พวกเขาเดินมาถึงประตูที่เชื่อมกับด้านนอกพอดี อิซึคุไม่รอฟังคำประท้วง รีบเปลี่ยนเรื่องโดยเป็นคนก้าวไปเปิดประตูเอง

ด้านนอกเงียบสงัดไร้คน มีเพียงเสียงไซเรนจากไกลๆ ตำรวจคงจัดการกั้นพื้นที่วุ่นวายเอาไว้เรียบร้อย ตลอดทางมาจนถึงที่จอดรถจึงไร้อุปสรรคใด

ตรงนั้นมีไอซาวะยืนรออยู่แล้ว

ชายหนุ่มเอนหลังพิงประตูรถฝั่งคนขับ สองมือล้วงกระเป๋า ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ในผ้าพันคอครึ่งหนึ่งมองคัตสึกิสองคนนิ่งๆ ก่อนถอนหายใจหนึ่งที

มองหน้าอิซึคุ แล้วถอนหายใจอีกที

“ทำไมเป็นพวกเธออีกแล้ว”

“...ผมเองก็อยากรู้เหมือนกันครับ” อิซึคุถอนหายใจตาม

 

หลังมาถึงยูเอ ไอซาวะก็เรียกคัตสึกิซังไปคุยเป็นการส่วนตัว ส่วนพวกเขาสองคนโดนสั่งให้ไปห้องพยาบาล แม้อิซึคุยืนกรานว่าตนสบายดีอย่างไร อาจารย์ท่านนั้นก็ไม่ยอมฟัง

“หรือจะให้หัวหน้าห้องเธอพาไปดี?”

“...ผมไปเดี๋ยวนี้ครับ” ถ้าอีดะเริ่มบ่นเมื่อไร พวกเขาไม่ได้ขยับตัวไปไหนอีกนานแน่

การตรวจร่างกายผ่านไปด้วยดี รอยถลอกเล็กน้อยทาแค่ยาภายนอกก็พอ อิซึคุรู้สึกไม่ยุติธรรมเล็กน้อยเมื่อรีคัฟเวอร์รี่เกิร์ลมองเขาด้วยสายตาที่เหมือนจะเรียกเขาว่า ‘เจ้าเด็กมีปัญหา’ ตามไอซาวะไปอีกคน

หลังอิซึคุกลับมาเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องได้ไม่นาน เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“มิโดริยะ” เป็นเสียงของโทโดโรกิ “อาจารย์เรียกทุกคนไปที่ห้องนั่งเล่นน่ะ”

“ผมจะลงไปเดี๋ยวนี้ครับ”

ด้านล่างมีเสียงพึมพำเซ็งแซ่ฟังไม่ได้ศัพท์ อิซึคุรีบก้าวไปถึงตีนบันได ห้องนั่งเล่นตรงกลางมีนักเรียนห้องเอรวมตัวกันพร้อมพรรคแล้ว โอชาโกะที่สังเกตเห็นเขาเป็นคนแรกรีบกวักมือเรียกให้ไปยืนด้วยกัน

“ได้ยินว่าเจอเรื่องเหรอ เดกุคุงไม่เป็นไรใช่มั้ย?”

เขาส่ายหน้า ตอนที่กวาดสายตาไปรอบๆ ก็เผลอสบเข้ากับนัยน์ตาสีแดงที่มองมาทางนี้พอดี ซึ่งทันทีที่เห็นเขา คัตจังก็หน้าบึ้งตึงแล้วหันไปทางอื่นทันที

ไอซาวะปรากฏตัวขึ้นในจังหวะนี้พอดี

“เอาล่ะ ที่เรียกพวกเธอมาเพราะมีเรื่องจะแจ้งนิดหน่อย”

“ร รึว่าอาจารย์จะยกเลิกควิซวันจันทร์นี้!?” คามินาริกระซิบกับคิริชิมะด้วยเสียงที่ไม่ค่อยเบานัก

คนเป็นอาจารย์สีหน้าไม่สบอารมณ์ “ไม่ใช่”

“หรือว่ามีเทรนนิ่งแคมป์อีกแล้ว!?” ฮากาคุเระว่าอย่างตื่นเต้น คนอื่นๆ ยิ้มแหย ตื่นเต้นก็ส่วนหนึ่ง แต่เสียวสันหลังหน่อยๆ มากกว่า เพราะไม่รู้จะเจอเรื่องอะไรอีกไหม

“ฟังให้จบแล้วค่อยถาม!” ไอซาวะเริ่มหมดความอดทน “บาคุโกมานี่”

“นายไปก่อเรื่องอะไรเนี่ย” คิริชิมะเอนตัวไปถามคัตสึกิ เจ้าตัวไม่คิดตอบ ทั้งยังไม่ลุกจากที่นั่งทั้งที่โดนเรียกชื่อด้วย

ทุกคนงงงวยพักหนึ่ง จนกระทั่งชายหนุ่มคนหนึ่งก้าวเข้ามา ใบหน้าที่ละม้ายคล้ายเพื่อนของตนทำบรรยากาศที่รื่นเริงเมื่อครู่ตึงเครียดขึ้นฉับพลัน

ทว่าคนต้นเรื่องยังคงยืนอย่างผ่อนคลาย ทั้งยังดูฉากตรงหน้าด้วยความสนใจ

ไอซาวะสรุปเรื่องทั้งหมดอย่างรวบรัด “เขามาจากอนาคต เป็นอุบัติเหตุทางอัตลักษณ์น่ะ”

เด็กห้องเอหลายคนผ่อนลมหายใจอย่างโล่งอก “แล้ว…”

“เขาจะอยู่กับเราสักพักจนกว่าจะกลับไปที่เดิมได้” ไอซาวะเหลือบมองทั้งห้องเร็วๆ ครั้งหนึ่ง “พวกเธอคงรู้กฎเกี่ยวกับอัตลักษณ์ประเภทนี้ดีใช่ไหม?”

ไม่ผูกมิตร ไม่ถามเรื่องไม่ควรถาม

ทุกคนพยักหน้า ไอซาวะถอนหายใจทีหนึ่ง “ทำตัวปกติ อะไรที่ควรทำก็ทำไป อยู่กันดีๆ อย่าก่อเรื่องเอะอะ มีเรื่องคอขาดบาดตายค่อยมาเรียก” เขาเตือนเสียงเข้ม ไม่ลืมหยิบกาแฟสำเร็จรูปขวดหนึ่งก่อนออกจากห้องนั่งเล่นไป

คล้อยหลังไอซาวะ คัตสึกิวัยผู้ใหญ่เดินไปนั่งเหยียดขาบนโซฟาตัวยาว ทั้งห้องไม่มีใครขยับตัว เด็กๆ มองหน้ากัน สื่อสารผ่านสายตาเงียบๆ จนท้ายสุดเป็นคามินาริผู้ใจกล้าที่เป็นฝ่ายเปิดประเด็น “นาย เอ่อ คุณ ให้เราเรียกคุณว่าอะไรดี?”

“เรียกชื่อฮีโร่ก็ได้” เขาตอบอย่างไม่ใส่ใจ แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า “อ้อ เหมือนตอนนั้นจะยังไม่เลือกชื่อสินะ เอาอย่างนี้ เรียกฉันว่ากราวด์ซีโร่ก็ได้”

“กราวด์ซีโร่?”

“เป็นชื่อฮีโร่ที่ฉันคิดไว้ แต่ไม่ได้ใช้”

คัตจังที่กำลังเดินหนีจากความวุ่นวายนี้ได้ยินเข้าก็เลิกคิ้วน้อยๆ “สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้ชื่อนี้สินะ…” เขาพึมพำก่อนเดินขึ้นบันไดหายไป

“กราวด์ซีโร่” คามินาริทวนคำอย่างตื่นเต้น “เราได้ร่วมงานด้วยกันมั้ย?”

“ไม่ถามเรื่องไม่ควรถาม” อีดะกล่าวเตือน

เจ้าของคำถามทำปากยื่น “คุยเล่นๆ เองหัวหน้าห้อง คำถามกว้างจะตาย ตอบยังไงอนาคตก็ไม่เปลี่ยนหรอก”

“ก็ใช่ แต่…”

กราวด์ซีโร่ที่กอดอกดูบรรยากาศอันคุ้นเคยหัวเราะเสียงขึ้นจมูกทีหนึ่ง “เรียนจบสายอาชีพเดียวกัน ต้องวนมาร่วมงานกันเกือบทุกคนอยู่แล้ว”

คำถามกว้าง คำตอบคลุมเครือ กระนั้นคามินาริกลับมีสีหน้าสดใสทันที “ฉันเรียนจบด้วย!” ที่แท้เจ้าตัวก็กังวลเรื่องสอบอยู่นี่เอง

“เขาบอกว่า ‘เกือบทุกคน’ ในนั้นอาจไม่มีนายก็ได้นะยะ”

“จิโร่อ่ะ!”

“ฉันบ้างๆ!” พอเห็นว่าคนที่ดูอารมณ์ร้อนเสมอยอมตอบคำถามเรื่อยเปื่อยของเพื่อนตัวเองอย่างใจเย็น (ใจเย็นเท่าที่บาคุโก คัตสึกิจะให้ได้) มินะก็ร่วมผสมโรง ถามคำถามธรรมดาออกมาข้อหนึ่ง “คุณอยู่อันดับที่เท่าไรเหรอ”

ก่อนหน้านี้ ตัวกราวด์ซีโร่ต่อสู้พัวพันกับวายร้ายกลุ่มหนึ่ง

ฝีมือการต่อสู้ไม่เท่าไร แต่อัตลักษณ์ของวายร้ายบางคนรับมือยากมาก หนึ่งในนั้นคือการทำให้เขาหลุดมาที่นี่

เผชิญหน้าการต่อสู้ที่ยุ่งยาก สถานการณ์ที่พลิกผันแทบจะร้อยแปดสิบองศา ทั้งหมดทำประสาทของชายหนุ่มตึงเครียดมาตลอด ดังนั้นเมื่อเจอเข้ากับบรรยากาศของเพื่อนร่วมห้องวัยเด็กที่คุ้นเคยกันดี กราวด์ซีโร่จึงเริ่มผ่อนคลาย ยอมเล่นตามน้ำเด็กๆ ไปเล็กน้อย “ทายดูสิ”

“อืมมม” มินะชนไหล่คิริชิมะ “นายว่าไง”

โดนโยนเผือกร้อนชิ้นใหญ่ให้ คิริชิมะเหงื่อตก “เอ่อ ข้อมูลไม่พอ พูดไม่ได้หรอก!”

“เอ้า ต้องมาวิเคราะห์ข้อมูลอะไร ไม่ใช่การบ้านสักหน่อย แค่ทายเล่นๆ เอง!”

งั้นทายเองสิแม่คุณ! เด็กหนุ่มผมแดงจะร้องไห้ ถ้าเขาตอบอันดับต่ำกว่าความเป็นจริงจะเป็นการดูถูกรึเปล่า? แล้วถ้าตอบอันดับสูงกว่าความเป็นจริงจนเจ้าตัวรู้สึกเสียหน้าล่ะ? ไม่ได้ๆ ทั้งขึ้นทั้งล่อง ไม่รู้หรอกว่าคัตสึกิที่โตแล้วจะถือสาหรือไม่ กับคนอย่างเขา รอบคอบไว้หน่อยไม่เสียหาย

เห็นได้ชัดว่ามินะไม่ได้คิดมากขนาดนั้น เธอจิ๊ปาก “ก็ได้ๆ ฉันทายเอง อืมมม” เด็กสาวมองไปรอบๆ ห้อง “ห้าปีสินะ…อันดับหนึ่งและสองต้องยังเป็นของฮีโร่รุ่นเก่าอยู่”

“อันดับสามนี่น่าสนใจ แต่ว่า…!” จังหวะนี้นัยน์ตากลมโตก็เหลือบไปเห็นอิซึคุที่พยักหน้าอย่างเห็นด้วยพอดี ในที่สุดมินะก็รู้แล้วว่าควรชวนใครมาเล่นเกมนี้ดี “มิโดว่าไง!”

“อ๊ะ ผมเหรอ!” อิซึคุก้มหน้าเล็กน้อย หลบสายตาเพื่อนร่วมห้องที่หันมามองเป็นสายตาเดียว ใครๆ ก็รู้ว่าอิซึคุชอบวิเคราะห์เรื่องฮีโร่ ดังนั้นทุกคนจึงสนใจฟังว่าเขาจะคิดอย่างไร

“อย่างที่อาชิโด้ซังว่า หนึ่งและสองเป็นของฮีโร่รุ่นเก่า…ซึ่งผมว่าอันดับสามถึงห้าก็คงเป็นของฮีโร่รุ่นเก่าเหมือนกัน”

“ทำงานมาห้าปีนับว่าไม่ใช่ฮีโร่รุ่นใหม่ แต่ก็ไม่ใช่ฮีโร่มือเก่าที่มีฐานแฟนหนาแน่น ถึงอย่างนั้นคัตสึกิซังคงมีแฟนที่มากกว่าฮีโร่ทั่วไปอยู่บ้าง”

กราวด์ซีโร่เอียงศีรษะ “ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ”

“พวกเรารู้ว่าคัตจังเป็นคนเนี้ยบและใส่ใจภาพลักษณ์” ทุกคนพยักหน้า “ตรงจุดนี้คัตสึกิซังยังไม่เปลี่ยน แถมยังดูดูแลตัวเองดีกว่าเดิมด้วย ทั้งที่พวกเรารู้ว่าฮีโร่เป็นงานที่ตารางเวลาไม่แน่นอน น้อยมากที่ได้พักผ่อนเป็นเวลา”

“คุณเดินอกผายไหล่ผึ่ง บุคลิกท่านั่งไร้ที่ติ ทั้งที่ความจริงคัตจังไม่ใช่คนสนใจเรื่องพวกนี้นัก และผมคิดว่าคุณยังคงไม่ใส่ใจเรื่องเล็กๆ พวกนี้เหมือนเดิม ที่ทำไปก็เพราะความเคยชินจากการต้องเดินแบบ ถ่ายแบบอย่างสม่ำเสมอ”

ใช่ว่างานวงการบันเทิงจะเปลี่ยนบุคลิกคนไปอย่างสิ้นเชิง แต่กราวด์ซีโร่อยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ที่มีคนที่เหมือนจะคุ้นเคยแต่ก็ไม่ใช่คนของเขาซะทีเดียว ดังนั้นบางครั้ง เขาจึงเผลอ ‘รักษาบุคลิก’ ไปโดยไม่รู้ตัว

แม้กระทั่งเสียงฝีเท้าของเขา อิซึคุยังแยกแยะออกจากคนนับสิบได้ เรื่องแค่นี้จึงดูออกง่ายมาก

“อย่างที่ผมว่าไว้ การรับงานแบบนี้มาเสริมกับการเป็นฮีโร่ คุณจึงมีฐานแฟนคลับเพิ่ม จากสถิติแล้ว อายุงานห้าปี น่าจะไต่อันดับได้สูงที่สุดที่…” อิซึคุเคาะนิ้วกับริมฝีปาก “อันดับที่แปด!”

นัยน์ตาสีแดงมองเด็กหนุ่มอย่างไม่ละสายตา จนความมั่นใจของอิซึคุเริ่มหดหาย “เอ่อ ถ-ถ้าผิดก็ขอโทษด้วยครับ ผมแค่พูดไปตาม-”

“ไม่หรอก ถูกเผงเลยล่ะ” กราวด์ซีโร่กระตุกยิ้ม “คลาดไปนิดเดียวตรงที่อันดับใหม่ออกเมื่อสองวันก่อน ฉันเลื่อนมาอยู่ที่เจ็ดแล้ว”

“ว้าว! เลขตัวเดียว เจ๋งสุดๆ!”

“ที่เจ็ดไม่เลวเลย สมแล้วที่เป็นบาคุโก”

“มิโดริยะทายแม่นไปมั้ยเนี่ย”

“จะมีเพื่อนๆ เราคนไหนอยู่ท็อปสิบอีกมั้ยน้า ฉันว่าต้องมีโทโดโรกิกับมิโด–”

เสียงเพลงธีมการ์ตูนคุ้นหูดังแผดขึ้นท่ามกลางวงสนทนา อิซึคุหน้าแดง รีบล้วงโทรศัพท์ออกมารับ “เอ๋ คัตจังมีอะไรเหรอ? ...อ้อ! จริงด้วย ผมลืมไปสนิทเลย เดี๋ยวผมจัดการเองครับ”

“มีอะไรเหรอ?” โอชาโกะถาม

“ผมลืมเก็บของสดที่ซื้อมาเมื่อเช้าเข้าตู้เย็นน่ะ ขอตัวก่อนนะครับ”

หลังอิซึคุไปแล้ว คนอื่นก็เริ่มนึกได้ว่าตนเองยังมีธุระอื่นต้องทำ จึงทยอยกันแยกย้ายไปทำการบ้านบ้าง ไปฝึกซ้อมร่างกายบ้าง มีบางส่วนที่ยังนั่งหย่อนใจอยู่ในห้องนั่งเล่น ทว่าไม่ได้เข้ามายุ่งวุ่นวายกับกราวด์ซีโร่นัก ทำเพียงเหลือบมองเขาอย่างอยากรู้อยากเห็นเป็นระยะๆ

กราวด์ซีโร่เกือบจะประหลาดใจในการปรับตัวของเด็กๆ ทุกคน แต่ก็นึกได้ว่ายูเอไม่ใช่สถานที่ธรรมดา เด็กนักเรียนที่นี่เจอแต่สถานการณ์ประหลาดจนจิตแข็งกันไปหมดแล้ว กับอิแค่คนที่โผล่มาจากอนาคต มองแป๊บเดียวเดี๋ยวก็เบื่อ

เขาตัดสินใจกลับห้องพักที่ไอซาวะเตรียมไว้ให้ ตอนเดินผ่านห้องครัว ก็พลันเหลือบเห็นเรือนผมสีเขียวผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ใต้เคาท์เตอร์

เป็นอิซึคุที่นั่งหันหลังอยู่ตรงตู้เย็น กำลังง่วนอยู่กับการเรียงไข่ไก่

เจ้านั่น…เป็นนักเรียนยูเอจริงๆ

กราวด์ซีโร่หันสายตากลับมาแล้วสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ทั้งไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง ทั้งหวังให้ทั้งหมดเป็นเพียงฝันร้ายหนึ่งตื่น

 

“เธอบอกว่าเธอมาจากห้าปีข้างหน้าสินะ”

ทันทีที่นั่งลง ไอซาวะก็เข้าเรื่องทันที

คัตสึกิส่ายหน้า “เป็นโลกคู่ขนาน”

ปลายปากกาในมือของอาจารย์หนุ่มชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นจากรายงานในมือ เอ่ยถามช้าๆ “ทำไมถึงมั่นใจนัก?”

สายตาที่มองกลับมาทำหลังคอไอซาวะรู้สึกเย็นเยียบ

“เพราะผมเจอคนที่ไม่มีตัวตนอยู่บนโลกของผมอีกแล้ว”

 

ไอซาวะไม่ได้ถามว่าคนนั้นเป็นใคร และคัตสึกิไม่ได้คิดจะบอก

เรื่องเช่นนั้นเขาไม่จำเป็นต้องรู้

“คัตสึกิซัง?”

“อืม” เขากลืนน้ำลาย รู้สึกขอบคุณที่เสียงตัวเองยังฟังดูมั่นคงดี “มีอะไร”

อิซึคุทำหน้าคล้ายอยากเป็นฝ่ายถามมากกว่าว่าเขานั่นแหละมีอะไร ถึงได้มายืนมองตนทำธุระในห้องครัวอย่างนี้ แต่เด็กหนุ่มก็ทำเพียงยิ้มน้อยๆ ถามต่อด้วยท่าทีระมัดระวัง “จะไปพักผ่อนแล้วเหรอ กินอะไรหน่อยมั้ยครับ? ในหม้อตรงโน้นยังมีแกงกะหรี่จากเมื่อเช้าเหลืออยู่ อ้อ แล้วผมก็เพิ่งเติมซีเรียลใส่กระปุกไป…” นัยน์ตาคู่โตเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง “จริงสิ คัตสึกิซังไม่กินนี่นะ…”

“นายรู้ว่าฉันไม่กินซีเรียล?”

“ใช่ครับ คัตจังเคยบอกว่าไม่มีประโยชน์” อิซึคุตอบ “เอ่อ หรือว่าตอนนี้จะกินได้แล้ว?” เขาพึมพำ ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องไม่ชอบกินสิ่งๆ หนึ่งไปตลอดชีวิตสักหน่อยนี่นะ “ถ้าอย่างนั้นเอาไหมครับ?”

เขาส่ายหน้า “ไม่เป็นไร”

“อ่า ได้ครับ จริงสิ” ขวดน้ำหนึ่งลิตรถูกส่งมาให้ อิซึคุอธิบาย “น้ำดื่มครับ จะได้ไม่ต้องลงมาอีก”

อัตลักษณ์ระเบิดทำให้ร่างกายคัตสึกิอุณหภูมิสูงอยู่เสมอ เมื่อเหงื่อออกมากก็ต้องดื่มน้ำมาก ไม่ว่าใครก็รู้ว่าเขาพกขวดน้ำขวดใหญ่ไปไหนมาไหนตลอด แต่กราวด์ซีโร่ต้องนอนห้องสำรอง ไม่มีของใช้เป็นของตัวเอง คิดไม่ถึงว่าจะมีคนคำนึงถึงจุดนี้คิดเผื่อเขาไปเรียบร้อย

ช่างใส่ใจจนน่ารังเกียจจริงๆ

“นายทำแบบนี้ คุ้มค่านักหรือไง?”

อิซึคุอ้าปากเล็กน้อย ไม่ทันตั้งตัวกับน้ำเสียงที่เรียบนิ่งจนเกือบเย็นชาของอีกฝ่าย “...อะไรนะครับ?”

“เขาคู่ควรกับความใจดีนี้ด้วยเหรอ?” กราวด์ซีโร่พยักพเยิดไปทางหนึ่ง

คัตสึกิวัยหนุ่มที่เดินโผล่พ้นบันไดกำลังตรงมาทางนี้พอดี ในมือถือขวดน้ำใบหนึ่ง คงตั้งใจมาเติมน้ำ

ทว่าทันทีที่เห็นพวกเขาอยู่หน้าครัว ใบหน้าอ่อนเยาว์ก็แสดงอาการไม่สบอารมณ์ ก่อนเดินเบี่ยงหลบไปทางอื่น

กราวด์ซีโร่มองแผ่นหลังนั้นอย่างเกลียดชัง และหวังให้อิซึคุมีสายตาแบบเดียวกัน แต่เมื่อหันกลับมา อิซึคุกลับมีสีหน้านิ่งเฉย เหมือนนี่เป็นเรื่องปกติสามัญที่เกิดขึ้นทุกวัน

ซึ่งมันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ

อิซึคุรอจนอีกคนหายไปจากคลองสายตา จึงค่อยกล่าวอย่างเนิบช้า “ไม่คุ้มจริงๆ นั่นแหละครับ”

เขาว่าต่อ “แต่แล้วยังไงล่ะ ผมอยากให้ ผมก็จะให้ ผมอยากช่วย ผมก็จะช่วย คนไม่รับน้ำใจ ผมก็ปล่อย คนขีดเส้น ผมก็ถอย ไม่มีอะไรซับซ้อน ให้เอาแต่คิดว่าทำอย่างนี้คุ้มไหม คนนี้จะซาบซึ้งน้ำใจผมหรือเปล่า ก็จะจุกจิกมากไป”

“คิดแบบนี้ นายจะตายง่ายๆ เอาสักวัน”

“งั้นเหรอครับ” อิซึคุพูดอย่างสงบ “ถ้าอย่างนั้นถือว่าผมเป็นคนเลือกเอง ไม่มีอะไรต้องเสียใจ”

ชั่วขณะหนึ่ง คัตสึกิรู้สึกหายใจไม่ออกขึ้นมา

ภาพตรงหน้าหมุนคว้างไปเสี้ยววินาที เขาก้าวถอยหลัง ท่าทางตุปัดตุเป๋เหมือนจะล้มพับลงไป อิซึคุเผยสีหน้าตื่นตระหนก ยื่นมือไปหมายจะประคอง แต่ชายหนุ่มรีบถอยร่นไปอีกสองสามก้าวจนชนเข้ากับเสาต้นหนึ่ง

กราวด์ซีโร่ยืดตัวตรง ละล่ำละลักกล่าวด้วยสีหน้าซีดขาว “ฉัน…ฉันจะขึ้นห้องแล้ว”

เขารุดขึ้นบันไดหายไปในพริบตา ทิ้งอิซึคุที่มีสีหน้าสับสนไว้เบื้องหลัง