Actions

Work Header

(OS) -แด่ผู้ศรัทธา-

Summary:

เอ็นคริดหลบหนีจากการตามล่าของทหารคุ้มกันมาหลบในโบสถ์ร้างแห่งหนึ่งที่มีบาทหลวงประหลาด กับชาวบ้านที่ดูท่าทางไม่ปกติสักเท่าไหร่

Notes:

ไม่อิงตามเนื้อเรื่องหลัก เนื้อหาทั้งหมดในส่วนนี้จะเป็น AU แรงบันดาลใจจากเรื่อง LAPVONA ของนักเขียน Ottessa Moshfegh

(See the end of the work for more notes.)

Work Text:

เอ็นคริดเป็นโจร ในความจริงก่อนหน้านี้เขายังเป็นเพียงทหารรับจ้างไส้แห้งธรรมดาไปวัน ๆ แม้จะมีแอบลักเล็กขโมยน้อยบ้าง แต่นั่นก็เพื่อประทังความหิวจากทุพภิกขภัย วันนั้นเป็นอีกหนึ่งในวันที่ตนต้องรับหน้าคุ้มกันกองคาราวาน ผ่านภูเขา ผ่านป่ารกชัฏ แหล่งน้ำเพียงหนึ่งเดียวคือการได้รับปันส่วนมาจากคนของผู้นำคณะเดินทางเพียงเท่านั้น

ในส่วนของผู้นำกองคาราวานแห่งนี้เป็นอิสตรีหน้าตาสะสวย แต่งกายมิดชิดมีผ้าคลุมปิดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าโผล่มาแค่หน้าเสี้ยวหนึ่ง ผิวขาวจัดกับผมสีทองตัดกับอาภรณ์ทั้งหมดที่นางสวมใส่ แต่สิ่งที่สะกิดใจและดึงดูดสายตาเอ็นคริดหาใช่ใบหน้าพริ้มเพราดวงนั้นไม่ แต่คือสิ่งที่นางเลือกสวมใส่อยู่บนลำคอ—

อาจจะเป็นสร้อยคอที่เป็นมรดกตกทอด หรือเครื่องรางอะไรสักอย่าง มันไม่ใช่พวกอัญมณีอะไรแบบนั้นก็แค่สร้อยโลหะเส้นหนึ่งที่แกะสลักอย่างประณีต ด้านในบรรจุหินเรือแสงประหลาดใกล้เคียงกับหมู่ดาวที่พร่างพราวบนท้องฟ้ายามราตรีกาล และสีม่วงครามของมันก็ใกล้เคียงกับสีตาของเขามาก…

เอ็นคริดไม่เคยมีความละโมบในพวกเพชรนิลจินดา เพียงแต่สิ่งนั้นมีบางอย่างดึงดูดเขา ในวินาทีที่ท่านหญิงเจ้าของเครื่องรางโน้มตัวลงมา ใช้เรียวนิ้วลูบไล้รอยแผลเป็นบนดวงตาข้างซ้ายที่เกือบมืดบอดของเขา นอกจากความตกตะลึงในพฤติกรรมใกล้ชิดของนางแล้ว ก็ยังมีการเคลื่อนไหวของตัวเขาเอง... มือหยาบคว้าจับตัวจี้เครื่องรางแล้วกระชากออก ด้วยความที่ตัวสร้อยเป็นเชือกด้ายเส้นบาง ๆ มันจึงขาดจากลำคอของนางอย่างง่ายดาย

“พระเจ้าทรงอภัยให้ท่านเสมอ”

ฮะ?

แม้จะสับสับสนมึนงงในสิ่งที่หล่อนกล่าว และดวงตาข้างที่ยังดีอยู่ของเขาก็เบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ แต่นี่ไม่ใช่เวลาจะมานึกทบทวนถึงการกระทำที่ไม่ทันคิดหน้าคิดหลังของตน เพราะเมื่อพวกคนคุ้มกันของสตรีนางนี้เริ่มกรูกันเข้ามา เท้าของเอ็นคริดก็เบี่ยงออก ร่างปราดเปรียวกระโจนหายเข้าไปในพุ่มไม้หนาที่ด้านข้าง ออกนอกเส้นทางมุ่งสู่ดงพฤกษาทึบโดยไร้จุดมุ่งหมาย

และนั้นก็คือเรื่องราวทั้งหมดก่อนที่เจ้าของเส้นผมสีน้ำตาลยาวจรดบั้นเอวจะฝ่าผืนป่ามาจนเจอเข้ากันสถานที่แห่งนี้… นัยน์ตาสีครามม่วงเหลือกขึ้น มองสถาปัตยกรรมชวนแปลกตาของโบสถ์เก่า ๆ ที่ให้กลิ่นอายของความโบราณอ้างว้างเปลี่ยวดายไร้ผู้คน

อดีตทหารรับจ้างหลบหนีย่างก้าวต่อไปด้วยความระมัดระวัง เมื่อมือหยาบกระด้างที่สวมถุงมือผลักประตูไม้บานหนาหนักให้เปิดออก ความอับชื้นของกลิ่นฝุ่นผสมผสานกับกลิ่นของยางสนและน้ำมันดินโชยเชยเข้ามาปะทะใบหน้า

“...”

เขาเลือกที่จะหยุดอยู่ตรงนั้นเพียงสักครู่ ให้สายตาชินกับความมืดภายใน แม้ว่ายามนี้จะเป็นเวลากลางวันอยู่ แต่ภายในศาสนสถานไม่ได้มีแหล่งกำเนิดแสงใดอื่นมากไปกว่าลำแสงจากธรรมชาติซึ่งส่องลอดผ่านกระจกหน้าต่างที่ขุ่นมัว

...เมื่อปรับสายตาได้แล้วร่างของอดีตทหารรับจ้างจึงก้าวเข้าไปยังโถงกว้าง ผ่านทางที่มีม้านั่งยาวทำจากไม้ตั้งอยู่เรียงราย และเบื้องหน้าคงเป็นรูปสลักเคารพของเทพสักองค์ แม้จะดูร้างไร้ผู้คนแต่เอ็นคริดก็ยังไม่วายขยับฝีเท้าให้เบาที่สุดเท่าที่จะทำได้

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ที่นี้เป็นแหล่งกบดาน ร่างของโจรหมาด ๆ ที่เพิ่งจะย่างผ่านโถงกว้างของเรือนโบสถ์ก็ทิ้งตัวลง ปล่อยให้บั้นท้ายสัมผัสกับความเย็นเฉียบของพื้นหิน แผ่นหลังพิงกำแพงอิฐแล้วพักสายตา

ฮ่า…

เขาลืมตา มองขึ้นไปยังเพดานทำจากไม้เคลือบกันฝนที่อยู่สูงจนเอื้อมไม่ถึง เปิดปากส่งเสียงครางหนึ่งคำรบก่อนก้มลงมองท้องที่ฝ่ามือกุมอยู่ เมื่อเขาพลิกข้างนั้นดูของเหลวสีแดงคล้ำก็เปรอะทั่วทั้งอุ้งมือจนถึงปลายนิ้ว... ใบหน้าหล่อเหล่าซีดเซียวลงไม่น้อย ทั้งอิดโรย... อ่อนล้าและหมดกำลัง...

คงเป็นตอนนั้น… ตอนที่ใบดาบของทหารคุ้มกันนายหนึ่งฟาดฟันลงมา แม้ว่าตนจะรู้สึกว่าได้หมุนตัวยกมีดสั้นมากันเอาไว้ทัน แต่ทว่าแรงฟันกดอันหนักอึ้งที่มากกว่าจนคมดาบบิ่น ...ที่มาของบาดแผลใต้สีข้างนี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอีกต่อไป

เจ้าของเส้นเกศาสีน้ำตาลยาวระพื้นจากท่านั่งในตอนนี้ เค้นหัวเราะออกมาหนึ่งเสียงให้กับโชคชะตาที่นำตนพามาถึงจุดนี้ ก่อนล้วงอีกมือเข้าไปในเกราะอ่อนซึ่งวัสดุทำจากหนังตรงอกเสื้อ หยิบจี้เจ้าปัญหาเส้นนั้นออกมาดู… หากจะโทษว่าเป็นเพราะมันก็ไม่ผิดนัก แต่เอ็นคริดเลือกทำเพียงแค่ทอดมองมัน ก่อนถอนหายใจออกอย่างอ่อนล้าแล้วจึงเก็บกลับใส่ที่เดิม ฝืนยันร่างหนักอึ้งเดินสะเปะสะปะไปยังห้องห้องหนึ่งที่ซึ่งประตูยังคงแง้มอยู่...

สมองของเอ็นคริดประมวลช้า อาจจะเพราะเสียเลือดมาก จึงใช้เวลาคิดอยู่นานถึงนึกออกว่าภายในนี้น่าจะเป็นห้องพักของบาทหลวงสักคน

ตุบ…

ไม่นึกเอ๊ะใจเรื่องฝุ่นไรที่ดูสะอาดสะอ้าน สองเท้ายังคงก้าวเปะปะไปยังทิศที่คาดว่าน่าจะเป็นตู้เสื้อผ้า เปิดมันออกมา สุ่มหยิบชุดบาทหลวงสักตัวออกมาก่อนเริ่มเปลื้องผ้า ปลดเศษชุดที่ถูกฟันจนขาดวิ่น แม้แต่เกราะอ่อนก็ไม่อาจช่วยอะไร เผยให้เห็นร่างกายอันผ่ายผอมที่พอจะมองเห็นเส้นสายกล้ามเนื้ออยู่บ้างจากการฝึกซ้อมและต่อสู้อย่างหนักหน่วง อีกทั้งทั่วร่างยังเต็มไปด้วยร่องรอยบาดแผลเก่า รวมไปถึงแผลสดอันเหวอะหวะที่ดูแล้วย่ำแย่เป็นอย่างมาก

ร่างเปลือยกายขบริมฝีปาก ขณะฉีกเสื้อผ้าเก่ามาใช้ทำผ้าพันแผล เนื่องจากเขาไม่มีแม้แต่ยาห้ามเลือดจึงทำเพียงพยายามพันรอบเอวให้แน่นแล้วภาวนาให้เลือดมันหยุดไหลไปเอง

แฮก... แฮก...

กว่าจะทำแผลเสร็จเหงื่อเย็นกลับผุดซึมตามร่างกาย ใบหน้าขาวซีดเซียวลงยิ่งกว่าตอนก่อนหน้านี้เสียอีก เอ็นคริดค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปากก่อนยัดร่างเข้าไปในชุดบาทหลวงตัวโคร่ง จากนั้นก็ทิ้งตัวลงบนเตียงไม้ความรู้สึกเย็นวาบลุกลามจากปลายนิ้วที่เริ่มชา... เขากระพริบตาอย่างเซื่องซึม เปลือกตาหนักอึ้งนั้นยากต่อการทนฝืน ชายหนุ่มกลืนน้ำลายลงลำคอที่แห้งผากก่อนพลิกตัวนอนคว่ำ สติเริ่มละเมอไปไกล จำไม่ได้แล้วว่าเคยได้นอนในที่นิ่ม ๆ แบบนี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…

และแม้บาดแผลจะเริ่มปวดมากขึ้น กระทั่งมีเลือดไหลซึม... แต่เอ็นคริดที่เหนื่อยแสนเหนื่อยก็เลือกที่จะไม่ใส่ใจ นัยน์สีครามม่วงค่อย ๆ ปรือปรอยลง ก่อนที่สุดท้ายจะผล็อยหลับไปทั้งอย่างนั้น...

 

ตึก ตึก...

เสียงฝีเท้าย่ำหนักบนพื้นหินแข็งหยุดลงตรงห้องหับเก่าที่ไม่ใช้แล้ว ต่อหน้าบานประตูที่เปิดอ้าซ่าร่างนั้นชะงักเพียงครู่ ครู่ต่อมาก็เริ่มจะขยับฝีเท้าให้เบาลงแล้วก้าวต่อไป เข้ามาภายในห้อง ทอดสายตามองร่างของผู้บุกรุกตัวน้อยที่ยังคงหลับลึกไม่รู้เรื่องรู้ราว

ช่างไม่รู้จักระวังตัวอะไรอย่างนี้…

กายสูงใหญ่เดินมาหยุดอยู่ข้างเตียง จมูกได้กลิ่นคาวเลือดแต่ร่างนั้นกลับไม่สะทกสะท้าน นิ้วชี้และนิ้วกลางเอื้อมออกไปหมายกดลงบนจุดชีพจรเพื่อตรวจสอบทว่า- ผู้ที่เมื่อครู่ยังนอนหายใจรวยรินกลับลืมตาพรึบ! แพขนตาดกหนาสีเข้มล้อมกรอบเม็ดนัยน์ตาสีโทนเย็นจับจ้องมาทางตนอย่างหวาดระแวง มือข้างหนึ่งล้วงอาวุธสั้นมากำไว้แน่น เมื่อมองใบดาบที่มีรอยบิ่นซึ่งขวางกั้นระหว่างฝ่ามือตนกันคนคนนี้ นัยน์สีอำพันของเจ้าตัวก็หรี่ลง

เอ็นคริดในสายตาของบาทหลวงแปลกหน้าผู้นี้ราวกับหมาป่าผอมโซที่กำลังบาดเจ็บก็ไม่ปาน ทว่ายังไม่ทิ้งความเย่อหยิ่งหวงตัวของสัตว์ร้าย…

แม้จะช่างอ่อนแอนัก

ทหารรับจ้างหนุ่มที่ถูกปลุกให้ตื่นจากสัญชาตญาณอันน้อยนิดแต่ยิ่งเฉียบคมเมื่ออยู่ใกล้กับความตายและภาวะคับขัน เขาขดขา กำด้ามมีดสั้นคมทื่อในมือยกข่มขู่อย่างหวาดระแวง และยิ่งร้อนใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมีร่างกายที่ดูยิ่งใหญ่ดุจยักษ์ปักหลั่น หากต้องสู้กันจริง ๆ เอ็นคริดก็คิดไม่ออกเลยว่าจะไปเอาชนะรายนี้ด้วยวิธีใด ทว่า... เมื่อลองทำใจให้เย็นและไล่สายตาสำรวจ คนคนนี้อยู่ในชุดบาทหลวงนั่นหมายความว่าโบสถ์แห่งนี้ที่ตนคิดว่าเป็นโบสถ์ร้างในคราแรก แท้จริงแล้วกลับไม่ใช่

“พ่อเห็นท่านนอนหลับอยู่ในห้องเก่าของพ่อ ไม่ทราบว่าท่านมาจากที่ใด..?”

หัวใจของเอ็นคริดเต้นรัว เขาลดมือลงเล็กน้อยแต่ยังคงไม่คลายการระวัง มองใบหน้าเปื้อนยิ้มรมย์รื่นแผ่นหลังที่ชิดกำแพงก็หลั่งเหงื่อเย็น ขบคิดจนสมองแทบแตกว่าควรจะตอบไปว่าอย่างไรดี

ให้ตอบตามจริงว่าเป็นโจรหลบหนีคงไม่ดีแน่…

แปะ!

“เสียมารยาทจริงเชียวพ่อควรจะแนะนำตัวก่อนสินะ พ่อชื่ออาวดินเป็นบาทหลวงเพียงคนเดียวของที่นี่”

แค่เสียงตบมือแปะเดียวเอ็นคริดก็ยังสะดุ้ง ไหล่ของเขาเกร็งขึ้นอย่างห้ามไม่ได้ ก่อนพยายามผ่อนคลาย เปิดปากพูดตามข้ออ้างที่เพิ่งด้นสดในหัวเมื่อครู่

“ข้าเป็นพรานป่า รอนแรมมานานอย่างไร้จุดหมายจนมาเจอเข้ากับโบสถ์นี้ เมื่อได้เห็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์จึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธาอยากจะเข้ารีตน่ะ…”

เพียงปั้นแต่งคำให้ดูดีไปอย่างนั้นเอง เดิมทีเอ็นคริดไม่ได้นับถือศาสนาด้วยซ้ำ แต่เขาในตอนนี้ต้องการที่พักสำหรับหลบหนีเจ้าพวกทหารอารักษ์ที่ไม่รู้เลยว่าจะเลิกค้นหากันไปหรือยัง และสิ่งที่เร่งด่วนอีกอย่างก็คือการพักรักษาตัวรอให้แผลสมาน

“โอ้ เช่นนั้นเอง… แน่นอนว่าย่อมได้ พ่อน่ะยินดีต้อนรับศาสนิกชนคนใหม่ ๆ เสมอ มาสิ.. ตามพ่อมาเข้ารับศีลล้างบาป แต่เห็นท่านนำเสื้อผ้าเก่าของพ่อไปสวมไม่ทราบมีใจจะบวชด้วยเลยหรือไม่?”

เอ็นคริดกลืนน้ำลายลังเลเพียงชั่วครู่ แต่ในเมื่อมาถึงขนาดนี้แล้วเขาก็เลือกที่จะตามน้ำ เดินตามอีกฝ่ายจนไปถึงห้องที่ตนยังไม่เคยสำรวจ จะว่าไปแล้วสถานที่นี้ก็ไม่ได้เก่าครึนักเท่าในความคิดแรก ซ้ำยังกว้างขวางโอ่อ่าจนไม่น่ามาอยู่กลางป่ากลางเขาเช่นนี้ได้ เดินตามไปก็เหลือบมองคนข้างกาย บาทหลวงที่ชื่ออาวดินผู้นี้เป็นชายร่างยักษ์ พอยืนเคียงกันร่างของตนยังสูงไม่พ้นบ่าของอีกฝ่ายเลย...

“ตามจริงแล้วพ่อควรจะเป็นคนชำระร่างกายให้แก่ท่านด้วยตัวเองแต่ว่า… ท่านเพิ่งผ่านการเข้ารีตมาอาจจะยังไม่สะดวกใจ เดี๋ยวพ่อจะสวดให้แล้วจะไปหาชุดที่เหมาะสมกับท่านมา ส่วนขั้นตอนการบวชพ่อจะจัดแบบเรียบง่ายที่สุด ค่อยมาเรียนเกี่ยวกับหลักคำสอนกับพ่อทีหลังก็แล้วกัน”

เอ็นคริดไม่รู้ขั้นตอนเกี่ยวกับการบวชหรือพิธีล้างบาปอะไรนี่สักนิด แต่ก็รู้สึกโล่งใจที่ไม่ต้องถูกอีกฝ่ายเห็นเรือนร่าง เพราะว่าเขาไม่อยากจะคิดคำแก้ตัวหากอีกฝ่ายเห็นรอยแผลนี้

เมื่อน้ำหนักบนไหล่คลายออกนัยน์ตาสีครามม่วงทอดมองตามแผ่นหลังกำยำกว้างใหญ่ที่กำลังเดินจากไป ในหัวก็ผุดความคิดหนึ่งขึ้นมา เขาควรอาศัยจังหวะนี้หนีออกไปจากที่นี่หรือไม่? แต่เมื่อลองช่างน้ำหนักภายในใจ อย่างไรการออกไปร่อนเร่ในป่าก็ไม่คุ้มกัน

หลังจากคิดตกนิ้วมือภายใต้ชุดบาทหลวงหลวมโพรกก็ดันประตูเข้าไป ใบหูได้ยินเสียงสายน้ำไหล…

...!

เอ็นคริดได้แต่ยืนอึ้งอยู่สักพัก เพราะตรงกลางห้องคือสระน้ำขนาดใหญ่ ที่บรรจุน้ำพุร้อนธรรมชาติใสแจ๋ว รอบ ๆ มีไอควันจากอุณหภูมิของน้ำที่สวนทางกับอากาศภายนอก เปลือกตาบางเลื่อนปิดลง... ยอมรับการลงน้ำชำระบาปตามที่บาทหลวงพูด

ก็แค่อาบน้ำ…

 

จ๋อม…

ฝ่าเท้าเปลือยเปล่าก้าวขึ้นมาจากสระลึกลงไปประมาณช่วงเอว อุณหภูมิของน้ำทำให้ผิวกายขาวกร้านแดดแดงระเรื่อ เนื้อตัวชุ่มชื้นเต็มไปด้วยไอละออง น้ำไม่ได้ร้อนมากอย่างที่คิดในตอนแรก แต่กลับอุ่นสบายจนเผลอผ่อนคลายอย่างน่าเหลือเชื่อ เขาเกือบจะผล็อยหลับไปอีกรอบแล้ว

ก๊อก ๆ ๆ

เสียงเคาะประตูหน้าห้องชำระบาปดังขึ้น ทำเอาคนด้านในที่กำลังโน้มตัวลงเก็บชุดบาทหลวงตัวเก่าหยุดชะงัก แต่ไม่ได้ตื่นตระหนกเหมือนครั้งที่ผ่านมาแล้ว เขาค่อย ๆ ย่อตัว ก้มลงเช็กบาดแผลที่เริ่มปิดสมาน แม้จะไม่มีอะไรดีขึ้นแต่อย่างน้อยตอนนี้เลือดก็หยุดไหล แถมเขายังเริ่มชินกับความเจ็บปวดของมันแล้วด้วย

“พ่อวางชุดใหม่ของลูกไว้หน้าห้องนะ เสร็จแล้วมาเจอกันที่โถงพิธี พ่อจะแต่งตั้งลูกเป็นนักบวชของเราอย่างเป็นทางการ”

เสียงพูดจากคนหน้าห้องถ่ายทอดข้อความได้อย่างชัดแจ้ง เหมือนคำเรียกจะเปลี่ยนไปนิดหน่อย? อาจจะเพราะตนเข้ารีตแล้วกระมัง...

เอ็นคริดไม่ได้ตอบคำ เพียงเงียบรอให้เจ้าของเสียงพาฝีเท้าก้าวจากไป เขาถึงย่องไปแง้มประตูอย่างระมัดระวังเมื่อไม่เห็นใครก็รีบคว้าชุดที่ถูกพับเสียเรียบร้อยเข้ามา

“....”

เจ้าบาทหลวงประหลาดนั่น…

เอ็นคริดลอบสบถลับหลังขณะแต่งตัว ฝ่ามือผอมลูบไล้ตามแนวชุดก่อนพ่นลมหายใจหนัก ๆ ด้วยความอึดอัด ขณะกอบกุมบริเวณแผลที่พันใหม่โดยใช้ผ้าพันแผลอันเดิมภายใต้ชุดคลุมสีทึบ

ก่อนหน้านี้ ข้าน่าจะหนีไปซะ...

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งพออยู่ในชุดพอดีตัวอย่างน่าเหลือเชื่อนี้ก็ดูค่อนข้างผอม เขากำลังเดินไปยังสถานที่ตามนัดหมายด้วยเครื่องแต่งกายที่เจ้าตัวรู้สึกพิพักพิพ่วน พยายามสะกดกลั้นความรู้สึกอยากหลบหนีไปจากที่นี่ แล้วก้าวต่อไปยังพื้นที่สวดภาวนา มองเห็นร่างของเจ้าของรอยยิ้มเปี่ยมเมตตามาแต่ไกล... รายนั้นเองก็รู้สึกตัวทันทีที่เอ็นคริดย่างฝ่าเท้าเข้ามาในพื้นที่ เมื่อคนตัวใหญ่หันไปมองรอยยิ้มอันอบอุ่นก็เผยขึ้นบนใบหน้า ซึ่งไม่ชวนให้ผู้มาเยือนรู้สึกสงบใจ ...ซ้ำยังยิ่งใจเต้นรัวด้วยความประหวั่น

“เหมาะสมกับลูกมาก”

ตึกตัก… ตึกตัก...

เอ็นคริดฝืนกลืนน้ำลายยามอีกฝ่ายผายมือมาทางเขา ร่างในชุดคลุมยาวตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าจำต้องก้าวเข้าไปอย่างเสียไม่ได้ แล้วมือใหญ่ก็วางลงกลางกระหม่อม สัมผัสเรือนผมสีน้ำตาลเฮเซลนัทเบา ๆ ผ่านผ้าคลุมศีรษะ…

“แม้ว่าลูกจะเพิ่งเข้ารีตและผ่านพิธีศีลล้างบาปมาหมาด ๆ ทว่านับแต่นี้ลูกจะไม่ได้เป็นเพียงแค่ศาสนิกชนธรรมดาอีกต่อไปแล้ว แต่จะกลายมาเป็นนักบวชที่ศึกษาศาสนาอย่างจริงจังและเผยแพร่หลักคำสอนต่อไป…”

คำกล่าวยืนยันสถานะนักบวชมากมายไม่อาจเข้าหูของเอ็นคริดแม้แต่น้อย ความสบายใจที่เพิ่งได้สัมผัสตอนอาบน้ำเสร็จยามนี้กลับมลายสิ้น ยิ่งอีกฝ่ายมีท่าทางปกติเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ ความรู้สึกหนาวเหน็บวาบลึกในช่วงอก รวมทั้งช่องท้องที่ว่างเปล่าก็กำลังบิดมวล นึกอยากสำรอกความรู้สึกปั่นป่วนน่าอึดอัดนี้ออกมาให้รู้แล้วรู้รอด

“...บอกนามของลูกแก่พ่อ”

“เอ็นคริด… นามของข้าคือเอ็นคริด”

ต่อให้เอ็นคริดจะไม่เคยนับถือพระเจ้าองค์ไหนแต่ชายหนุ่มก็พอมีความรู้ว่าชุดแม่ชีเป็นของอิสตรี

"ดีมากลูกพ่อ"

ทว่าบาทหลวงร่างยักษ์คนนี้กลับนำมันมาให้เขาใส่…

อ่า…

แต่แล้วเขาจะทำอะไรได้ เพราะภายในอกรู้สึกหวาดกลัวคนผู้นี้อยู่ลึก ๆ เขาจึงย้ำกล่าวกับตัวเองให้ตามน้ำอีกฝ่ายไปก่อน

 

หลังจากผ่านช่วงเวลาของการอธิบายหลักคำสอนและหน้าที่แบบคร่าว ๆ ตอนนี้ก็ถึงคราวออกมาพบปะแนะนำตัวกับเหล่าศาสนิกชน เขาถึงได้รู้ว่า นอกจากที่นี่จะไม่ใช่โบสถ์ร้างแล้วหากเดินไปตามทางอีกหน่อยก็จะเจอเข้ากับหมู่บ้านเล็ก ๆ

เอ็นคริดในชุดแม่ชีคลุมยาวตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเหลือเพียงใบหน้ากับเส้นผมและฝ่ามือ กำลังยืนวางหน้าไม่ติดอยู่ข้างกายของบาทหลวงร่างยักษ์ ที่ค่อย ๆ ทยอยแนะนำตัวเขาให้ชาวบ้านได้รู้จัก ดวงตาสองข้างหลุบมองลงพื้นในขณะที่สองมือกุมกันไว้บนตักด้วยความประหม่า อันเป็นกิริยาสำรวมโดยไม่ได้ตั้งใจ

“แม่ชีคนใหม่หรือนี่…งามนัก”

ดวงตาข้างซ้ายของเอ็นคริดมีรอยบากฟันยาวตั้งแต่เปลือกตาชิดเรียวคิ้วมาจนถึงโหนกแก้ม เกิดขึ้นเมื่อนานมาแล้วเหลือทิ้งไว้เพียงแผลเป็นน่าเกลียดกับเม็ดลูกปัดสีม่วงซีดที่มองเห็นเพียงเลือนราง…. ยามเงาบางอย่างทาบทับขึ้นมา เขาก็เผลอล่าถอยไปด้านข้างก่อนจะรู้ตัว จนชนเข้ากับท่อนแขนของคุณพ่ออาวดินโดยไม่ตั้งใจ

!?

เขาพยายามบังคับใจที่เต้นรัวแรงให้สงบลง เพราะเมื่อลองมองดูดี ๆ ก็เป็นเพียงมือเหี่ยวย่นของหญิงชราเพียงเท่านั้น

“ข้า…”

“แม่ชีของเราเป็นเพียงนักบวชฝึกหัดเท่านั้น อาจจะยังไม่คุ้นเคยกับอะไรหลาย ๆ อย่างพ่อต้องขอโทษด้วย”

เอ็นคริดเม้มปากแน่น พยายามบังคับไหล่ที่สั่น ก่อนเหลือบมองแผ่นหลังกว้างของบาทหลวงที่เข้าไปสนทนารับมือกับหญิงชราแทนตน ขณะที่ร่างกายนี้รู้สึกงุ่มง่ามและไม่ได้อย่างใจสักอย่างเดียว...

...

ไม่นานหลังจากนั้นก็เริ่มเข้าสู่พิธีมิสซาในช่วงบ่าย เนื่องจากวันนี้ไม่ใช่วันอาทิตย์ตัวพิธีจึงจัดขึ้นอย่างเรียบง่ายและใช้เวลาไม่นาน โดยมีเอ็นคริดยืนทำท่าเหมือนสวดภาวนาอยู่ด้านข้าง คนผมน้ำตาลลอบมองผู้คนที่มารวมตัวกัน แม้นจะมีจำนวนไม่มากแต่ต่างก็เคร่งครัดจริงจังยิ่ง จนตนเองอดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกแยกและกระอักกระอ่วนใจ พอเหลือบมองร่างสูงของบาทหลวงข้างกาย รูปร่างใหญ่โตกำยำเกินกว่าที่จะเป็นเพียงบาทหลวงในโบสถ์ร้าง เมื่อรวมกับใบหน้าสงบนิ่งราวกับรูปสลัก เส้นผมสีแพลตตินั่มบลอนด์ยาวแต่สั่นกว่าเขาถูกรวบไว้อย่างเรียบร้อย ริมฝีปากหยักกำลังกล่าวบทสวด บรรยากาศจึงอบอวลไปด้วยมนต์ขลังและแรงศรัทธาที่แผ่ออกมาจากตัว

หลังจบพิธีมิสซาเอ็นคริดถึงพบว่าตนเองต้องมานั่งรับฟังผู้คนในตู้สารภาพบาปต่อ แม้ว่าคุณพ่ออาวดินจะบอกว่าใช้เวลาไม่นาน เพียงแค่ตั้งใจฟังและตอบรับตามสมควร แต่เขาก็อดที่จะรู้สึกเกร็ง ๆ ไม่ได้ สองมือคว้าจับเข่าแล้วบีบแน่น ทุกอย่างยังคงปกติดีหลังจากคุณยายท่านหนึ่งจากไป และมีชายวัยฉกรรจ์คนใหม่เข้ามา เอ็นคริดมองเห็นรูปร่างราง ๆ ของอีกฝ่ายหลังม่านกั้น เมื่อลองคำนวณเวลาดูคร่าว ๆ ก็คิดว่าคนผู้นี้คงเป็นรายสุดท้ายแล้ว

ชายหลังม่านขยับตัวหยุกหยิกมีท่าทีขัด ๆ เขิน ๆ อย่างไรชอบกล แต่เอ็นคริดไม่สนใจ เขาไม่ได้เอ่ยเร่งรัด เพียงแค่รอคอยอีกฝ่ายอย่างใจเย็น

“ซิสเตอร์…”

เป็นอีกรายแล้วที่เรียกตนด้วยคำเรียกนั้น ด้วยความที่ปฏิเสธคำเรียกนักบวชหญิงนั่นจนปากเปียกปากแฉะ คราวนี้จึงเพียงแค่หลับตาแล้วปล่อยผ่านมันไป ในที่สุดอีกฝ่ายก็เริ่มเล่าเรื่องของที่บ้าน บ้านของชายคนนี้ประกอบกันเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ มีทั้งพี่สาวพี่ชาย น้องสาวแล้วก็น้องชาย ส่วนเจ้าตัวเป็นลูกชายคนกลางที่ยังโสดสนิท ไม่มีหญิงในหมู่บ้านคนใดต้องตาสักคน

ข้ากำลังทำอะไรอยู่…

ใจจริงแล้วเอ็นคริดนึกอยากจะถามอีกฝ่ายมากกว่าว่ากำลังเล่าบ้าอะไรให้นักบวชฟัง นี่มันการสารภาพบาปแบบไหน ไม่ใช่ว่าตอนนี้เกินเวลาไปแล้วนะ? แต่ถึงอย่างนั้นร่างโปร่งในชุดคลุมยาวของนักบวชผู้หญิงก็ยังคงนิ่ง อดทนรับฟังไปตามเรื่องตามราวจนกระทั่ง…

“ข้าไม่มีเวลาส่วนตัวเลย ซิสเตอร์ก็รู้ใช่ไหม? ท่านก็เป็นผู้ชายอายุพอ ๆ กับข้านี่”

ไอ้บ้านี่มันแผล่มอะไร-

ก่อนที่เอ็นคริดจะถอนหายใจ เขารู้สึกว่าชายหนุ่มอีกฝั่งของม่านกำลังลุกขึ้น ตอนแรกตนเพียงคิดว่าทางนั้นคงจะไปแล้วแต่ม่านสีเข้มกลับถูกแง้มออก แล้วมีอวัยวะเพศชายที่กำลังแข็งตัวสอดเข้ามา…

ตึง!

เอ็นคริดลุกพรวดด้วยความตกใจจนเผลอทำเก้าอี้ไม้ล้มดังโครม ความรู้สึกโกรธระคนอับอายจากการโดนหลู่เกียรติแล่นริ้วขึ้นมาจนถึงใบหน้า ตัดสินใจช่างหัวมันแล้ว รีบก้าวเท้าออกจากตู้สารภาพบาปนี่โดยไว แต่คุณพ่ออาวดินที่ยืนรออยู่ด้านนอกกลับคว้าแขนไว้ ไม่ว่าตนจะออกแรงยื้อกลับแค่ไหนก็ไม่เป็นผล

“ที่นี่ แม่ชีต้องรับฟังคำสารภาพบาปจะหนีได้อย่างไร?”

คนผมน้ำตาลพยายามกลืนก้อนบางอย่างที่ตีขึ้นมาจนจุกอยู่ในลำคอลงท้อง ไม่เถียงกลับคำเรียกแม่ชีและพยายามสงบสติอารมณ์

“ปล่อยข้าอาวดิน… นี่มันไม่ใช่การสารภาพบาปแล้ว ชายคนนั้น..”

เอ็นคริดพูดไม่ออกในทันทีว่าตนเพิ่งถูกทำอนาจารใส่ ได้แต่ขบริมฝีปากแน่น ใบหน้าแดงก่ำเหลือกตาขึ้นมองคนตัวโตที่กำลังทำหน้าเคร่งขรึม นัยน์ตาสีม่วงครามรื้นน้ำขึ้นทั้งที่แม้แต่ตอนถูกฟันเขายังไม่มีน้ำตาสักหยด กรามขาวกัดแน่นและคลายออก เส้นเสียงสั่นเครือนิด ๆ แต่ถูกบังคับให้นิ่งไว้

“เขาสอดเครื่องเพศเข้ามา… ในห้องสารภาพบาป”

สิ้นคำเขาก็รีบหลุบตาลง ปกปิดความอับอายที่ลุกลามบนใบหน้า ทั้งที่ตนเป็นชายหนุ่มวัยสามสิบแล้วแท้ ๆ แต่กลับถูกผู้ชายด้วยกันมาทำแบบนี้…

“ลูกรู้ใช่ไหมว่าจะกล่าวหาชาวบ้านลอย ๆ ไม่ได้-”

“ข้าไม่ได้กล่าวหาใคร! มันเป็นเรื่องจริง..”

นัยน์ตาคมกริบราวกับสัตว์ร้ายตวัดมองอาวดินตาขวางหัวคิ้วขมวดแน่นโดยไม่รู้ตัว

“หากลูกว่าอย่างนั้น… งั้นก็พิสูจน์สิ”

พูดจบบาทหลวงก็รั้งแขนเอ็นคริดให้ตามมาด้วยกัน เดินอ้อมจนมาเผชิญหน้ากับชายหลังม่านที่ตอนนี้สวมใส่กางเกงเรียบร้อยแล้ว

“ลูกได้กระทำอนาจารกับแม่ชีท่านนี้หรือไม่”

“เปล่านะครับ ซิสเตอร์คนนั้นโกหกผมแค่มาสารภาพบาปอย่างทุกที”

เอ็นคริดรู้สึกหงุดหงิดกับคำว่าแม่ชีเป็นอย่างมาก รวมทั้งเรื่องที่บาทหลวงนั่นดูฟังความฝ่ายเดียวแล้วก็เชื่ออย่างสนิทใจนี่ก็เหมือนกัน

ร่างใหญ่โตหันกลับมามองเอ็นคริดพลางเอ่ยตำหนิ ในขณะที่ชายผมแดงรีบร้อนจากไป

“การโกหกของแม่ชีเป็นบาปมหันต์ยิ่ง แต่เนื่องจากลูกเพิ่งกระทำผิดเป็นครั้งแรก พระเจ้าท่านทรงให้การอภัย หวังว่าในครั้งถัดไปลูกจะไม่ปล่อยให้มันเกิดขึ้นอีก หาไม่แล้วจะต้องถูกลงโทษ”

แม่งเอ๊ย…

ร่างเล็กกว่าทำได้แค่กำหมัดและอดทน อย่างน้อยก็จนกว่าบาดแผลที่ท้องจะหายดี

 

เช้าวันถัดมา เอ็นคริดตื่นขึ้นบนเตียงนอนหลังเดิมกับที่เคยฟุบหลับไปในครั้งแรก ไม่รู้สึกถึงความสดชื่นแม้แต่น้อย แต่เขาก็จำเป็นต้องลุกขึ้นมาทำกิจวัตรภายในโบสถ์ตามที่ได้รับมอบหมาย เมื่อคืนบาทหลวงประหลาดนั่นบอกกับเขาว่าจะเข้าไปในหมู่บ้าน ให้เขาดูแลความสะอาดเรียบร้อยภายในโบสถ์ไป

ขณะกำลังกวาดใบไม้ที่ลานด้านหน้าด้วยอาการเหม่อลอย นึกถึงแผลตัวเองที่เริ่มเป็นสีช้ำและปวดมากขึ้นจากการไม่ได้รับการจัดการที่ดีพอ

จู่ ๆ ก็มีหญิงสาวชาวบ้านนางหนึ่งเดินเข้ามาพร้อมกับตะกร้าดอกไม้และผลไม้ เส้นผมสีแดงสะดุดตานั้นทำให้เอ็นคริดชะงักเล็กน้อย การตอบสนองของเขาค่อนข้างเชื่องช้างเนื่องจากอาการบาดเจ็บ

“ข้านำผลไม้กับดอกไม้พวกนี้มามอบใช้กับท่าน ขอโทษแทนพี่ชายของข้าด้วยเรื่องเมื่อวาน”

การกระทำของนางไม่ได้ช่วยทำให้เขารู้สึกดีเลยแม้แต่นิด แต่เขาก็ยังเอื้อมมือไปรับไว้ ทว่าพอขยับก็ยิ่งเจ็บแผลบริเวณใต้สีข้างจนต้องสูดลมหายใจ พลางฝืนพูด

“ช่างเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว”

จากทั้งหมดในตะกร้า ดูเหมือนดินแถวนี้จะค่อนข้างดีกว่าที่อื่นอักโข...

ร่างสูงโปร่งไม่ค่อยจะมีสมาธิจดจ่อนัก จนกระทั่งหญิงสาวขยับเข้ามาใกล้พลางมองสำรวจใบหน้าของเจ้าตัวอย่างไม่สงวนท่าที

คนที่นี่เป็นอะไรกันไปหมด…

ร่างในชุดแม่ชีถือไม้กวาดและตะกร้าถอยห่างออกด้วยความอึดอัด พยายามรักษาระยะที่คิดว่าเหมาะสมไว้ แต่อีกฝ่ายดันรุกเข้ามาใกล้ทุกครั้งที่ตนขยับหนี

“ตาท่านสวยเหลือเกิน”

นางพูดก็ไม่พูดเปล่าซ้ำยังนำมือสากตามประสาสาวชาวบ้านที่ทำแต่งานไม่แพ้พวกผู้ชายมาสัมผัสใบหน้าของเอ็นคริด พลางทำท่าจะลูบลงบนเปลือกตาข้างที่มีรอยแผลเป็น จนเอ็นคริดต้องรีบเบือนหน้าหนีแต่หล่อนก็ตามมาคว้าแขนไว้ แรงบีบของหญิงสาวไม่ได้เยอะอะไร แต่สำหรับเอ็นคริดกลับคล้ายมีมือที่มองไม่เห็นผุดขึ้นมาพันธนาการร่างของตนไว้ให้อยู่นิ่ง คอยอีกฝ่ายยืดตัวขึ้นมาจนหน้าอกของทั้งสองแนบชิดกัน

“ว่ากันว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงประสูติจากครรภ์นิรมลของพระแม่มารีย์ซึ่งถือครองพรหมจรรย์”

ฮะ..

“น้ำนมอันศักดิ์สิทธิ์หลั่งออกจากยอดถันสองเต้า เต็มเปี่ยมไปด้วยคุณค่าและพรศักดิ์สิทธิ์อันอุดมสมบูรณ์…”

เอ็นคริดจ้องมองนางด้วยสายตาว่างเปล่า เริ่มจับใจความของประโยคไม่ได้อีกครั้ง

นี่มัน… เรื่องบ้าบออะไร...

ทว่าเมื่อสัมผัสหยาบช้าต้องถูกบริเวณหน้าอก นัยน์ตาสีครามม่วงของเจ้าตัวก็เบิกกว้าง เสมือนได้รับการควบคุมร่างกายกลับมาอีกครั้ง เขารีบถอยฉากแต่หญิงคนนั้นก็ตามมาคว้าเอวเขาไว้ และก่อนที่ตนจะได้ลงมือสลัดนางทิ้งนางกลับชิงพูดประโยคหนึ่งขึ้นมาเสียก่อน

“ข้าจะฟ้องคุณพ่ออาวดิน ว่าท่านปฏิเสธการขอคำปรึกษาจากข้า!”

กึก-

เอ็นคริดได้ยินดังนั้นก็ตัวแข็งทื่อ แม้เขาจะเจ็บแผลที่นางกอดแต่กลับไม่มีเวลาไปสนใจ เพราะคิดแต่ว่าบาทหลวงตัวโย่งคนนั้นไม่มีทางเชื่อเขาแน่ เขามีแต่ซวยกับซวย

“ต้องการอะไรจากข้ากันแน่…”

เขากัดฟันพูด ผมยาวสยายสีน้ำตาลถูกเจ้าหล่อนลากปลายนิ้วระเรื่อยไป ก่อนวกผ่านสีข้างเหนือบาดแผลที่ถูกฟันขึ้นมาเพียงเล็กน้อย แต่ทำเอาชายหนุ่มลมหายใจสะดุดฝืนกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ หว่างคิ้วผูกกันแน่นจนยากจะแก้ ขึงตามองเจ้าหล่อนที่มือไม้เริ่มอยู่ไม่สุข

หญิงสาวเจ้าของเส้นผมสีแดงเด่นหราลูบแผ่นอกนู่นไปมา ก่อนสอดปลายนิ้วชี้เข้าร่องหนึ่งระหว่างชิ้นผ้า ที่เอ็นคริดไม่เคยรู้ว่ามีมาก่อนบริเวณใต้ราวนม นิ้วมือเย็น ๆ สัมผัสถูกผิวเนื้อของแม่ชีหนุ่มโดยตรง

“ท่านรู้ไหม.. ชุดของซิสเตอร์มีช่องตรงนี้ไว้เพื่ออะไร~”

!!??

เขาได้แต่อึ้งจนลืมตอบโต้ หญิงสาวเห็นดังนั้นก็ยิ่งกำเริบเสิบสาน เลิกรอยต่อของชิ้นผ้าพลางสอดทั้งมือเข้าไปก่อนเริ่มใช้ปลายเล็บสะกิดเขี่ย…

“น้ำนมศักดิ์สิทธิ์ของพระแม่มารีย์ว่ากันว่าอาจถ่ายทอดมาถึงแม่ชีผู้มีศรัทธาอย่างแรงกล้าได้ ข้าเชื่อเรื่องแบบนั้นอย่างสนิทใจ”

นางว่าพลางละเล่นเย้าหยอกหัวนมของเอ็นคริดซ้ำ ๆ จนมันแข็งสู้ปลายนิ้ว ชายหนุ่มเกร็งหน้าท้องทั้งบาดแผลจนเจ็บไปหมด รู้สึกปั่นป่วนภายในขึ้นมา หญิงสาวผมแดงหลังจากที่นางเลิกพล่าม ใบหน้าตกกระที่ละม้ายคล้ายผู้เป็นพี่ชายยิ่งก็ค่อย ๆ เคลื่อนไปใกล้ช่องเปิดของชิ้นผ้าด้านใต้อก

“ท่านจะมีสรีระแบบนี้ไปเพื่ออะไรถ้าไม่ใช่สำหรับป้อนนมลูกแกะผู้หลงทางเช่นข้า?”

ว่าจบก็ตวัดลิ้นรับเอายอดถันสีก่ำเข้าสู่โพรงปาก แขนเล็กวาดโอบรัดเอวสอบผอมพลางฝังใบหน้าลงกับสองเต้า ขยับลิ้นคลึงมันเบา ๆ ราวกับทารกที่พยายามจะคั้นน้ำนมจากมารดร

อะ… / กึก-

เอ็นคริดกัดฟัน สองมือที่ตั้งใจจะผลักไสมาถึงตอนนี้กลับไร้เรี่ยวแรงราวกับถูกสูบออก กลายเป็นว่าเสมือนเขาเพียงโอบประคองศีรษะของหล่อนเอาไว้หลวม ๆ ไม่ต่างจากแม่ที่กำลังให้นมบุตรอยู่จริง ๆ

ไม้กวาดและตะกร้าสานถูกทิ้งให้นอนกองพื้นกระจัดกระจาย เขาไม่เหลือพื้นที่ความคิดให้กับสิ่งอื่นอีกต่อไป หัวนมข้างที่ถูกจู่โจมรู้สึกตึงคัด ซ้ำยังเจ็บแปล๊บปล๊าบซึ่งแฝงไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ตนไม่เข้าใจ ความรู้สึกอ่อนไหวซาบซึมไปทั่วร่างจนน้ำตาคลอ เส้นผมสีน้ำตาลพลิ้วไหวตามแรงสั่นถูกปิดบังด้วยผืนผ้าคลุม

ฮึก..

เจ็บ...

หญิงสาวชาวบ้านนางนี้ดูดดื่มหัวนมว่างเปล่าของเอ็นคริดจนแทบชา บางครั้งยังมีขบกัดให้ร่างสูงโปร่งสะท้านเล่น เมื่อละเลงข้างหนึ่งจนหนำใจก็ไม่ลืมที่จะนึกถึงอีกข้าง

เอ็นคริดยืนตัวสั่นจิกเล็บลงกับไหล่บอบบาง กว่าที่นางจะยอมละปากออก ร่างของชายหนุ่มก็ทรุดฮวบ ยอดอกที่ถูกขบเม้มบวมช้ำแข็งเด่นชูชันจนเป็นที่สังเกตได้แม้จะอยู่ใต้ชุดแม่ชีที่ปิดมิดชิด

แฮก…

เขาได้แต่เท้าแขนอย่างหมดแรงลงกับพื้นแล้วหอบหายใจ มองหญิงสาวผมแดงเลียริมฝีปากราวกับติดใจในรสชาติ ก่อนที่ทางนั้นจะทำความเคารพด้วยท่าทีนอบน้อมก่อนเดินจากไป

ย่ำเย็นวันเดียวกัน ได้เวลาของการรับฟังคำสารภาพบาปแล้ว หัวนมของเอ็นคริดยังคงตึงคัดและแสบแดง ทุกคราที่ขยับก็จะเสียดสีกับเนื้อผ้าด้านในชวนให้สั่นสะท้านไปทั่วทั้งร่าง ได้แต่ภาวนาให้บาทหลวงไม่รับรู้ถึงความผิดปกตินี้ และเป็นโชคดีที่วันนี้ไม่เกิดเหตุการณ์สัปดนอะไรขึ้นภายในห้องสารภาพบาป เมื่อศาสนิกชนคนสุดท้ายเดินจากไป เอ็นคริดที่นั่งเหม่อลอยอยู่สักพักยกมือลูบคลำหน้าอกโดยไม่รู้ตัว

อะ-

เขาสูดลมหายใจเมื่อรู้สึกตัว ก่อนกำหมัดเรียกขวัญกำลังใจแก่ตนเองพลางลุกขึ้น เปิดประตูออกไปเผชิญหน้ากับคุณพ่ออาวดิน อีกฝ่ายยังคงดูราวกับรูปสลักของนักรบมากกว่าบาทหลวง ดวงตาสีอำพันคู่นั้นทำหัวนมของเอ็นคริดปวดตุบ ๆ เขาอยากให้อีกฝ่ายรีบพูดอะไรสักอย่างแล้วปล่อยตนไป

“ลูกพ่อดูอ่อนเพลีย กิจวัตรสำหรับแม่ชีหนักไปหรือ”

?

เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม นี่มันก็ผ่านมาสองวันแล้ว ตามจริงสำหรับผู้ชายอกสามศอกการปัดกวาดเช็ดถูโบสถ์เป็นเรื่องเล็ก ที่น่าปวดหัวจริง ๆ คือการรับมือกับคนเสียมากกว่า

เมื่อเห็นว่าเอ็นคริดไม่ได้ตอบโต้อะไร อาวดินก็กอบมือของแม่ชีหนุ่มขึ้น มองเห็นสีหน้าตกใจแต่พยายามข่มความหวาดระแวงและความต้องการที่จะชักมือกลับไว้ แต่ที่ปิดไม่ได้คงเป็นหว่างคิ้วที่เต็มไปด้วยความกังวล

…!

ฝ่ามือของบาทหลวงใหญ่กว่าเอ็นคริดไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ แค่มือเดียวก็แทบจะกำสองมือของคนตัวเล็กได้หมดมิด แถมก่อนหน้านี้เอ็นคริดเพิ่งผ่านความอดยากมามาก ร่างกายของเขาจึงยิ่งผ่ายผอมเพราะขาดอาหาร แม้ตอนที่มาถึงโบสถ์นี้จะพอมีกิน แต่ก็ไม่อาจเติมเต็มส่วนที่ขาดไปโดยไวนัก...

คนตัวเล็กกว่ากลืนน้ำลายมองร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านบดบังแสงไฟจากเชิงเทียน พร่ำกล่าวกล่าวบทสวดในภาษาที่ตนไม่เข้าใจ ยิ่งฟัง ๆ ไปก็เริ่มที่จะรู้สึกเวียนหัว ร่างกายร้อนผ่าวไปทั้งตัวจนสงบใจไม่ได้

“พระผู้เป็นเจ้าทรงตอบรับการอุทิศตนของลูกแล้ว เอเมน…”

กล่าวจบจึงจรดริมฝีปากลงบนปลายนิ้วมือเย็นเฉียบของเอ็นคริดโดยไม่ละลายตา เป็นเอ็นคริดเองเสียมากกว่าที่เซสายตามองไปทางอื่น พร้อมกับความรู้สึกร้อนรุ่มที่ลุกลามไปทั่ว

“เข้านอนเถิด พรุ่งนี้เป็นพิธีมิสซาวันอาทิตย์ครั้งแรกของลูก อาจจะต้องเหนื่อยสักหน่อย"

เอ็นคริดในตอนนี้ไม่เหลือความคิดที่จะรักษากิริยาอะไรทั้งนั้น เขารีบชักมือกลับ ดีอีกฝ่ายก็ยอมปล่อยเขาอย่างง่ายดาย ชายหนุ่มในชุดแม่ชีสีเข้มเดินคลำทาง ไหล่ผอมถูครูดไปกับผนังอิฐอย่างหมดแรงไปตามทางในที่สุดก็เดินมาจนถึงห้องพัก

เขาทิ้งตัวกับฟูกนิ่มอีกครั้ง ผิดกับสติที่หลุดลอยไปนานแล้วมือของเอ็นคริดกลับเอื้อมมากอดตัวเองไว้ เหงื่อชื้นผุดพรายตามลำตัวและกรอบหน้า ทั้งที่ภายในรู้สึกร้อนรุ่มแต่ผิวกายภายนอกกลับหนาวยะเยือก หน้าอกปวดตึงและระบม…

ในคืนที่น่าจะต้องเผชิญกับฝันร้าย ภายในภวังค์ความฝัน ร่างของเอ็นคริดราวกับถูกห่อหุ้มไว้ด้วยน้ำอุ่นเหลวไหลซึมซาบตามร่าง บางส่วนไหลไปกองเป็นแอ่งบริเวณขาหนีบ และป้วนเปี้ยนแถวข้อเท้าผอมพลางคลึงมัน… เมื่อชายหนุ่มผมน้ำตาลพยายามขยับหนี สิ่งนั้นกลับตามราวีด้วยความอ่อนโยน... ของเหลวนิ่มอุ่นและเปียกแฉะราวกับฝ่ามือล่องหนที่ลูบไล้ตามร่างกายเขา เมื่อมันสัมผัสเข้ากับหัวนมแข็งและเริ่มเสียดถู เอ็นคริดในฝันร้องครวญครางออกมาอย่างห้ามตัวเองไม่ได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือความเจ็บปวดที่ลดน้อยลง เหลือทิ้งไว้เพียงความซาบซ่าน วาบหวาม และอ่อนไหว…

 

เช้าวันถัดไปเปลือกตาเอ็นคริดขยับเล็กน้อยก่อนเบิกขึ้น รู้สึกสดชื่นยิ่งกว่าวันไหน ๆ แถมอาการเจ็บป่วยตามร่างกายก็แทบจะหายเป็นปลิดทิ้ง แม้แต่จะครั่นเนื้อครั่นตัวสักนิดยังไม่มี ทว่าก็ต้องมาสับสนงุนงงกับร่างอันเปลือยเปล่าของตน ชุดแม่ชีตัวเก่าที่ไม่รู้ว่าละเมอถอดมันตั้งแต่เมื่อไหร่กองอยู่ข้างเตียง เขาเผลอมองอย่างใจลอย ก่อนลุกขึ้นเดินไปทางประตูแล้วแง้มเปิดออก เห็นถังไม้ใส่น้ำวางตั้งอยู่ตรงขอบถังมีผ้าขนหนูสะอาดพาด บริเวณทางเดินว่างเปล่าไม่มีใคร…

เขารับเอาสิ่งนั้นกลับเข้ามา ยกมาวางตั้งไว้พลางเริ่มชุบผ้ากับน้ำแล้วบิดหมาดก่อนนำมาเช็ดตามเนื้อตัวที่เบาหวิว จึงพบว่าบาดแผลตรงช่วงท้องนั้นหายสนิทแล้ว เหลือทิ้งไว้เพียงแค่รอยแดงจางเป็นเครื่องยืนยันว่าสิ่งนั้นเคยเกิดขึ้น ดาบเล่มหนึ่งที่เขารับมันพลาดเคยฟาดฟันลงมาจริง ๆ

!???

คนผมน้ำตาลได้แต่นิ่งอึ้งก่อนจะพบเรื่องที่ทำให้ตกตะลึงเป็นรอบที่สองของช่วงเช้า ร่างกายที่เคยหยาบกระด้างพลันมีน้ำมีนวลขึ้น พอสัมผัสดูก็ให้ความรู้สึกนุ่มลื่นประหนึ่งผิวของเด็กแรกเกิดก็ไม่ปาน ที่สำคัญ… แผ่นอกอันแข็งแกร่งจากการฝึกฝนบัดนี้กลับยิ่งเต่งตูมขึ้น แต่คงไม่เท่าสองยอดถันคู่ที่ดูอวบอิ่ม… หนำซ้ำสีของมันยังดูระเรื่อน่าสัมผัส—

“...!!?”

ใบหน้าที่มักเรียบเฉยไม่บ่งบอกอารมณ์ใดพลันแข็งค้าง เมื่อปลายยอดตึงคัดยามถูกผ้าขนหนูสะอาดเช็ดผ่าน กลับเรียกความรู้สึกกระสันซ่านไปจนถึงท้องน้อยที่ยังคงมีเส้นสายกล้ามเนื้อเบาบางปกคลุม จากนั้น… ของเหลวสีขาวขุ่นคล้ายน้ำนมก็พลันไหลออกมา…

ไม่-

เขายังไม่ทันรู้อะไรแต่ภายในใจกลับรีบปฏิเสธสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไปก่อนแล้ว ชายหนุ่มพยายามรวบรวมสติและความคิด ความรมรื่น ณ อรุณรุ่งที่รู้สึกเมื่อครู่มลายสิ้น เหลือทิ้งไว้เพียงความรู้สึกพะอืดพะอม... เอ็นคริดยกมือขึ้นปิดปากที่สั่น ใบหน้าซีดเผือดอีกครั้งยิ่งกว่าตอนเสียเลือดมาก โลกทั้งใบคล้ายกับกำลังหมุนคว้าง ทั้งสับสน หวาดหวั่นและขยะแขยง เขาส่ายหน้าหวืออย่างไม่อาจยอมรับความเป็นจริง

ไม่… มันต้องไม่ใช่-

ต้องไม่ใช่อะไรแบบนั้น... เรื่องบ้าบอแบบนั้นมันไม่มีทางเป็นไปได้...

เอ็นคริดเผยสีหน้าลนลานเป็นครั้งแรก เขายอมรับว่าทำอะไรไม่ถูกขณะใช้ปลายนิ้วที่สั่นเทาปาดเอาของเหลวสีขุ่นขาวนั้นขึ้นมาดม ความหอมหวาน… ชนิดที่ไม่ต้องแตะปลายลิ้นชิมก็พอจะรู้

“มะ.. ไม่ใช่ใช่ไหม…?”

เกิดอะไรขึ้นกับร่างกายเรา…

ความรู้สึกวิงเวียนและมวลท้องกลับมาแล้ว ก่อนที่เขาจะได้สัมผัสความจริงอีกหนึ่งประการ คนผมยาวเริ่มกะพริบตาเปิดปิดก่อนกวาดมองไปรอบห้อง เหมือนวันนี้จะเห็นภาพทุกอย่างชัดแจ้งกว่าทุกทีอย่างที่ไม่ได้เห็นมานาน...

หมับ-

มือนิ่มเลื่อนกุมตาซ้าย ไม่มีอะไรน่าแปลกใจอีกแล้วเมื่อพบว่าผิวสัมผัสที่ขรุขระของรอยบากกลับกลายเป็นเรียบเนียน

“ฮะ..."

ชายหนุ่มหลุดหัวเราะออกมาหนึ่งเสียง แต่ไม่ใช่เพราะความรู้สึกเริงรื่นปรีดีอย่างแน่นอน มันคล้ายกับว่าตัวเขาเป็นจั๊กจั่นที่เพิ่งลอกคราบ แต่ ‘ปาฏิหาริย์’ แบบนี้ไม่ได้ทำให้รู้สึกยินดีหรือขอบคุณแต่ประการใด อย่างที่รู้กันว่าเอ็นคริดไม่ได้เชื่อในศาสนา เขาไม่ได้มีศรัทธาอย่างแรงกล้า แม้สักเสี้ยวก็ยังไม่ได้... ทว่าชายหนุ่มกลับเชื่อถือในกฎของมนุษย์ ว่าด้วยกฎของการแลกเปลี่ยนอันไม่เท่าเทียมของโลกใบนี้ ไม่มีทางที่จะได้บางอย่างแต่โดยดีและไม่เสียสิ่งใดไป ประสบการณ์ชีวิตสามสิบกว่าปีได้สอนเขา ไม่มีอะไรที่คนเราสามารถได้มาโดยง่ายดายอย่างแท้จริง

แล้วนี่เขา… เสียสิ่งใดไปถึงได้รับทั้งหมดนี่…?

ก๊อก ๆ ๆ

“นักบวชเอ็นคริดลูกตื่นรึยัง วันนี้มีพิธีมิสซาวันอาทิตย์จำได้ไหม พ่อวางชุดสำหรับงานใหญ่ไว้หน้าห้องแล้วรีบเตรียมตัวแล้วรีบออกมาเถิด”

เสียงเคาะประตูทำเอาคนที่กำลังจมจ่ออยู่ในภวังค์ความนึกคิดถึงกับสะดุ้งเฮือก นัยน์เนตรคู่งามไร้รอยมลทินตวัดมองทางต้นเสียง สัญชาตญาณกู่ร้องว่าอยู่ที่นี่ต่อไปไม่ได้แล้ว ไม่ใช่กับในโบสถ์ประหลาดแห่งนี้ ที่ข้างกันยังมีหมู่บ้านวิกลที่มีแต่คนประเภทที่ตนคงไม่มีวันเข้าใจ

นั่นยังรวมไปถึงบาทหลวงวิปริตท่านนี้ด้วย... เขาน่าจะเอะใจแล้วรีบหนีไปตั้งแต่ทีแรก บ้าฉิบ-

เอ็นคริดรอคอยจนเสียงฝีเท้าจากไปสักพักแล้ว เขาไม่แม้แต่จะแง้มประตูออกดูชุดใหม่ แต่เลือกที่จะพังหน้าต่างออกไปหลังจากคว้าชุดตัวเดิมมาสวมร่าง เท้าเปลือยเปล่าย่ำลงบนพื้นดินไม่สนแม้ถูกกิ่งไม้หรือเศษหินตำบาด น่าเสียดายพวกชุดเกราะเก่ากับข้าวของที่ติดตัวมาทั้งหมดในตอนแรกคงถูกบาทหลวงเก๊นั้นเอาไปไว้ที่ไหนสักแห่งแล้ว ซึ่งตัวเขาในตอนนี้ย่อมไม่มีกะจิตกะใจจะไปหา ร่างโปร่งจึงหลบหนีออกมาแค่ตัวเปล่า ๆ กับร่างกายที่กลับมาสมประดี

แฮก…

ร่างของอดีตทหารรับจ้างวิ่งไปอย่างไม่รู้จุดหมายราวกับไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเป็นระยะชั่วเวลา จนกระทั่งหลงมาเจอเข้ากับเส้นทางของกองคาราวานพ่อค้าที่มักใช้สัญจรขนส่งเป็นประจำ ซึ่งบัดนี้กำลังมีเกวียนเทียมม้าวิ่งผ่าน สิ้นเสียงร้อง ฮี้~ ของสัตว์กีบเท้า เอ็นคริดที่ตกใจก็เข่าอ่อนทรุดลงกับผืนดินนิ่มอย่างหมดแรง

เจ้าของคาราวานนี้เป็นพ่อค้าชายไว้หนวดเคราท่าทางเจ้าเนื้อ หน้าตาดูไม่แย่แต่หากเทียบกับเอ็นคริด… ก็ต้องนับว่าน่าเกลียดนัก- ชายวัยกลางคนดังกล่าวก้าวเท้าลงมาเหยียบพื้นด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์นัก กะลงมาต่อว่าเต็มที่แต่พอเห็นว่าคนบนพื้นเป็นแม่ชีก็รีบปรี่เข้าไปช่วย มืออวบประคองร่างนิ่มนวลจนนึกฉงนขึ้น นึกในใจว่าเหตุใดจึงมีแม่ชีรูปงามวิ่งมาขวางเกวียนม้าลากกลางป่ากลางเขาในที่ห่างไกลตัวเมืองเช่นนี้? ที่แห่งนี้มีโบสถ์ด้วยหรือ... หรือว่าคณะเดินทางถูกดักปล้น- ทว่า เมื่อได้ลองพินิจดูดี ๆ นี่มันผู้ชายอกสามศอกไม่ใช่หรือไรกัน…

ชายอกใหญ่สวมชุดแม่ชี??

พอคิดได้ดังนั้นตาเจ้ากรรมมันก็ดันอยู่ไม่ถูกที่ถูกทาง เพราะมันดันวางหยุดตรงแผ่นอกนูนที่ออกจะดูเต่งตูมเตะตากว่าผู้ชายทั่วไปอยู่สักหน่อย… บวกกับเนื้อตัวนุ่มนิ่มที่สัมผัสได้ใต้ฝ่ามือคู่นี้ แลกลิ่นตัวจรุงใจนี่... สีหน้าของคนเป็นพ่อค้าควบหัวหน้ากองคาราวานก็เปลี่ยนไป

พอมองดี ๆ เครื่องหน้านี่ก็นับว่างามนัก…

ชายวัยกลางคนพุงอวบรีบพาเอ็นคริดขึ้นเกวียนเทียมม้า ไม่ถามสักคำว่าเจ้าตัวประสบเหตุอะไรมาจึงต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้ ไหนจะยังเรื่องที่เป็นผู้ชายอยู่ดี ๆ เหตุไฉนคิดอุตริไปคว้าเอาชุดแม่ชีมาสวมใส่

เอ็นคริดได้รับการต้อนรับขับสู้อย่างดิบดีจากพ่อค้าชายที่ค่อยหาน้ำหาท่ามาให้ อีกทั้งยังเตรียมอาหารไว้พร้อมสรรพ แต่ชายหนุ่มกลับเลือกที่จะไม่แตะต้องเพราะรู้สึกไม่น่าไว้ใจ ตอนแรกอีกฝ่ายก็ทำท่าจะเข้ามาเช็ดทำแผลให้ แต่ร่างในชุดแม่ชีก็บอกปัดไปและขอเพียงแค่ผ้าขนหนูชุบน้ำผืนเดียวพอ จากนั้นก็ค่อย ๆ นั่งเช็ดข้อเท้าและฝ่าเท้าจนสะอาด

คนผมน้ำตาลรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาจากด้านนอก เป็นอะไรที่ค่อนข้างน่าอึดอัดจึงขอให้พ่อค้าร่างท้วมช่วยปิดม่านให้ จากนั้นเจ้าตัวก็ขึ้นมานั่งฝั่งตรงข้าม แล้วออกคำสั่งกับเด็กรับใช้ให้ขับเกวียนต่อไป ส่วนตัวเองก็เริ่มล้วงกระเป๋าคว้าใบอะไรสักอย่างมาเคี้ยวหยับ ๆ ร่างในชุดแม่ชีไม่ได้ให้ความสนใจ แต่ลอบสังเกตการณ์เพื่อเฝ้าระวังอีกฝ่ายทุกอิริยาบถ เห็นทางนั้นเริ่มลำคลำตามตัวอีกครั้ง หนนี้คว้าได้กำยานมาจุด

“ไล่ยุ่งน่ะท่าน อีกประเดี๋ยวก็จะมืดแล้วหากเริ่มจุดตอนนั้นคงจะไม่ทันยุงหาม”

ต่อให้เอ็นคริดจะไม่เอ่ยปากพูดสักแค่ไหน ในหลังเกวียนแห่งนี้ก็ใช่ว่าจะเงียบ เขาออกจะแปลกใจนิดหน่อยที่ดูเหมือนว่าตนจะวิ่งมานานกว่าที่คิด พอคิดได้ตอนนี้ก็รู้สึกปวดระบมตรงฝ่าเท้าอยู่หน่อย ๆ ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะแผลถลอกเสียอีก...

“ท่านจะหลับก็ย่อมได้นะ ตามสบายเลย”

ใครจะไปหลับลง

ถึงแม้เขาจะหลับตาลง แต่ใบหูก็ยังคงสดับรับฟังสิ่งรอบข้างตลอดเวลา…

“...”

“ซิสเตอร์! หลับแล้วหรือขอรับ?”

เงียบเชียบ… ไม่มีสัญญาณตอบกลับมา แต่ร่างที่เกือบจะถลามาด้านหน้าก็ถูกพ่อค้าเข้ามารวบประคองไว้

“ซิสเตอร์คนงาม… วางใจในกำยานเพียงเพราะข้าก็สูดด้วยหรือช่างอ่อนต่อโลก”

มืออวบที่สวมแหวนนิลจินดามณีเกือบครบทุกนิ้วมีเนื้อล้นปลิ้นออกจากแหวนทุกวงยกขึ้นลูบตามเรือนผมสีน้ำตาลยาว… คนกักขฬะจับปอยผมช่อหนึ่งขึ้นสูดดม กลิ่นหอมฉุยของดอกไม้ป่าผสมผสานกับน้ำผึ้งซึมซาบเข้าสู่ทรวง

.

.

.

.

.

อ่า…

เอ็นคริดลืมตาขึ้นมาอีกครั้งด้วยท่าทางอ่อนล้าอ่อนเพลีย นัยน์ตาสีม่วงครามเข้มงดงามราวกับกลีบดอกไวโอเล็ตชุ่มชื้นไปด้วยของเหลวที่เอ่อท้นจากต่อมน้ำตา ทิวทัศน์เบื้องหน้าคือดวงจันทราทรงกลดลอยเด่นตระหง่านเหนือผืนฟ้า แผ่กลิ่นอายของความลึกลับอันน่าพิศวง… ในขณะเดียวกันนั้นเองหน้าอกของเขาก็เกิดเจ็บแปล๊บ-

“อึก- อ๊ะ..?"

พอก้มลงมองดูถึงได้รู้ตัวเองกำลังถูกพ่อค้าร่างท้วมจับกดลงพื้น พุ่งกลม ๆ ของมันกดทับหน้าท้องของเอ็นคริดไว้ แล้วมุดหน้าเข้าหาร่องชุดใต้อกดูดดื่มน้ำนมบริสุทธิ์อันหอมหวานจากยอดตูมข้างซ้าย ส่วนอีกข้างก็ไม่วายถูกนิ้วหยาบเขี่ยคลึง หนำซ้ำท่อนล่างของเอ็นคริดยังโล่งว่าง เนื่องจากชายชุดยาวถูกเลิกขึ้น มันถกสูงขึ้นมาจนถึงเอวแล้วกองคาอยู่ตรงนั้น ท่อนขายาวถูกแท่งร้อนบางอย่างเสียดไถจนเปียกเยิ้ม ต่อให้ไม่ต้องเห็นก็พอจะรับรู้ได้ว่าอะไรเป็นอะไร ความรู้สึกขยะแขยงพลันตีตื้นขึ้นราวกับมีหนอนแมลงมาไต่ยุบยับ

!!

ใบหน้าหล่อเหลาได้รูปของเอ็นคริดพลันไร้สีเลือด หลังจากถูกล่วงเกินโดยชายอัปลักษณ์ที่ตนก็ไม่ได้คิดจะไว้ใจตั้งแต่แรก พอจะตอบโต้ขัดขืนก็ถูกรายนั้นลงลิ้นจนหมดแรง ลิ้นเปียก ๆ ไล่วนรอบฐานถันพลางดูดดึงอย่างเมามันให้สัมผัสจาบจ้วงอุกอาจเสียยิ่งสตรีผมแดงนางนั้นเสียอีก ทั้งที่น่าจะรู้สึกไม่ดี…แต่ร่างกายนี้เหมือนถูกทำให้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิงแล้ว เมื่อยอดอกของเขาถูกกระตุ้นกลับปลุกเร้าความร่านกำหนัดในตัว แขนขาทั้งหมดพลันพร้อมใจกันอ่อนเปลี้ยเปิดอ้าซ่าคล้ายยินดีในกามคุณ ก่อนที่น้ำนมหวานจะทะลักจากยอดคู่สู่ใบหน้า คนเป็นพ่อค้าได้แต่ทำหน้าตะลึงลานแล้วรีบก้มลงเลียดื่มน้ำนมศักดิ์สิทธิ์อย่างตะกละตะกลาม

ฮึก…

อดีตทหารรับจ้างชายวัยสามสิบกัดปากกลั้นเสียงครางสะอื้นขณะน้ำตาไหลพราก นึกสมเพชในความอ่อนแอของตัวเอง

“ปล่อย…ข้า…” กว่าจะเค้นเสียงออกมาแต่ละคำไม่ง่ายเลย

“ยากสักหน่อย” พ่อค้าตอบ

และก่อนที่มันจะได้ลงมือต่อไปมากกว่านี้ อาวดินในชุดบาทหลวงที่ไม่รู้มาอยู่ตรงนี้ได้อย่างไร ก้าวย่างอย่างเงียบงันไปด้านหลังของพ่อค้าอัปลักษณ์คนนั้น พลางเอื้อมมือมาคว้าเอากะโหลกศีรษะของมันขึ้นแล้วบีบจนแตก ทั้งง่ายดายและรวดเร็วอีกทั้งยังไม่มีความลังเลใด

โพล๊ะ-!

!!

เป็นการตายโดยที่ทางนั้นคงจะยังไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าตัวเองตาย มันสมองกับเลือดกระเซ็นเปรอะดวงหน้าขาว… เอ็นคริดรู้สึกราวกับว่าอยู่ในฝันร้ายที่จะไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้ หลงลืมวิธีการหายใจไปชั่วขณะหนึ่ง มันเริ่มจากอาการตัวแข็งทื่อ ก่อนที่ทั้งกายจะเริ่มสั่นเพราะความหวาดกลัวอย่างควบคุมไม่ได้ …ทั้งชีวิตการเป็นทหารรับจ้างของเอ็นคริดเห็นความตายมามากมาย จนหากให้นับจริง ๆ ก็คงนับไม่หวาดไม่ไหว แต่กระนั้นก็ไม่มีความตายใดที่เรียบง่าย สะอาดหมดจด และไร้ค่าเท่าความตายตรงหน้านี้

อุ๊บ-

ชายหนุ่มผมน้ำตาลรีบยันตัวขึ้นพลางโก่งคออ้วกน้ำย่อยในกระเพาะอันว่างเปล่าลงพื้นดิน จะว่าไปวันนี้ทั้งวันตั้งแต่เช้าก็ยังไม่มีอะไรที่ตกถึงท้องเลย

แฮ่ก…

น้ำตาของเขาไหลพรากมากกว่าเดิม ความรู้สึกแสบร้อนปนฉุนเปรี้ยวจากกรดอ่อนในกระเพาะ ก่อนจะรู้ตัวก็ถูกมือใหญ่เข้ามาลูบหลังประโลมไล้

เฮือก!!

“เอ็นคริด…อย่าได้หวาดกลัวพ่อไปเลย พ่อไม่มีทางทำร้ายลูกของพ่ออยู่แล้ว”

ว่าพลางลูบเส้นผมยาวที่ยุ่งเหยิงเนื่องจากผ้าคลุมผมหลุดไปนานแล้ว ปาดปลายนิ้วเช็ดคราบสิ่งโสมม ในขณะเดียวกันก็งอนิ้วเกลี่ยน้ำตาที่ไหลอาบแก้มขาวซีด

ดวงตาสีกลีบดอกไวโอเล็ตเหม่อลอย… จะว่าไปเขาเคยมองสบนัยน์ตาคู่นี้ตรง ๆ บ้างไหมนะ? นัยน์ตาสีอำพันเข้มขลัง…เพลานี้กลับยิ่งดูเรืองรองราวกับสีของทองคำที่กำลังหลอมเหลวในอุณหภูมิที่เป็นจุดเดือดของมัน ยิ่งมองคล้ายกับกำลังต้องมนต์สะกดใจ…

“มากับพ่อเถิด กลับไปที่โบสถ์ของเรา”

เอ็นคริดพยักหน้าโดยไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ก่อนที่ร่างโปร่งจะถูกช้อนอุ้ม ข้อพับทั้งสองพาดไว้บนแขนแกร่งในขณะที่แผ่นหลังถูกฝ่ามือใหญ่โอบเอาไว้อย่างทะนุถนอม...

คนผมน้ำตาลเฮเซลนัทรู้สึกเหมือนห้วงเวลาไม่มีความหมาย ชั่วอึดใจเดียวเขาก็กลับมาอยู่ที่ศาสนสถานเก่าแก่หลังเดิม เลยเที่ยงคืนวันอาทิตย์ไปแล้วเข้าสู่เช้ามืดของวันถัดไป

 

ร่างของเอ็นคริดถูกจับเปลื้องอาภรณ์ ก่อนถูกประคองให้พิงแผ่นหลังกับอกเปลือยเปล่าของคุณพ่ออาวดิน ในสถานที่แห่งเดียวกับที่ตนเข้ารับการชำระศีลล้างบาป ไอหมอกขาวลอยเอื่อยเฉื่อยปกคลุมเหนือผิวน้ำใสให้ความรู้สึกคลุมเครือ…

เขาแหงนหน้าขึ้น มองเห็นสันกรามใหญ่หนาเป็นกรอบชัดบนใบหน้าเกลี้ยงเกลา เกศาสีอ่อนสว่างระเคียงกรอบหน้ายามชายตัวโตก้มลงมอง ดวงเนตรสองคู่สบประสานกันเนิ่นนาน เหมือนเอ็นดริดจะกลายเป็นพวกชอบเหม่ออีกครั้ง มือใหญ่ที่คอยวักน้ำอุ่นราดรดลำตัว เลื่อนขึ้นมาลูบผ่านลูกกระเดือกเล็ก ๆ จนเอ็นคริดเผยปากออก

“อะ..” เป็นความรู้สึกหวิว ๆ ในช่องท้อง

มือหนาจับเสี้ยวหน้าของคนตัวเล็กกว่าขึ้นมารับการประกบจูบ ลิ้นใหญ่คับปากของเอ็นคริดหยอกเย้าจนร่างนิ่มนวลสั่นไปหมด

“อื้อออ”

จุ๊บ...

เกิดเป็นเสียเฉอะแฉะของเรียวลิ้นที่เข้าโรมรัน เอ็นคริดคล้ายเสพติดความรู้สึกถูกไล่ต้อน ถูกกอดรัดด้วยวงแขนแกร่งอันมั่นคงและปลอดภัย

“ฮ๊ะ… แฮ่ก…”

น้ำตาใสเอ่อคลอเบาภายในสมองกลับกลายเป็นสีขาวโพลน รู้สึกดีจนเผลอขยับร่างกายเข้าเสียดสี สร้างความรู้สึกร้อนผะผ่าวได้เป็นอย่างดีเสียยิ่งกว่าน้ำอุ่นในบ่อ

…ยามเมื่ออาวดินถอนจูบออก เอ็นคริดยังไม่แคล้วรู้สึกมึนเมาจนเผลอออดอ้อน…

“คุณพ่อ… อะ อาวดิน อ๊ะ!”

พอถูกคลึงสะโพกมาก ๆ เข้าก็นำพาความรู้สึกวาบหวามจนต้องซบหน้าลงกับบ่าแกร่งอันกว้างขวาง

อาวดินเลิกเส้นผมยาวที่บดบังสะโพกกลมกลึงออก ก่อนส่งนิ้วแนบถูกตรงปากทาง ถูวนไปมาอยู่สักพัก ไม่นานก่อนรูจีบที่ไม่เคยผ่านการใช้งานจะคายน้ำหวานออกมา สิ่งนี้คือ ‘ปาฏิหาริย์’ แน่นอนอย่างไม่ต้องสงสัย

อาวดินกดกระตุ้นเปิดทางด้วยปลายนิ้วอีกสักพักจนชุ่มโชก กระทั่งกลีบดอกตูมค่อย ๆ เปิดอ้าดูดเอาปลายนิ้วชี้ของตนเข้าไป

“ไม่คิดจะมีน้ำอดน้ำทนเลยหรือ? เอ็นคริด... ความละโมบนั้นเป็นบาปมหันต์พ่อยังไม่ได้ลงโทษที่ลูกหลบหนีจากพิธีมิสซาเลย”

เอ็นคริดรู้สึกคล้ายไม่เป็นตัวของตัวเอง เขาตัวสั่นเพราะความกระสัน… จึงพลิกร่างกดบ่าแกร่งพลางวาดขาคร่อมตักไว้ ความแข็งร้อนและยิ่งใหญ่พาดทาบเหนือร่องบั้นท้าย ราวกับคำท้าทายจนคนเป็นบาทหลวงต้องกัดฟันกรอด...

“อย่ารีบร้อน… ไม่งั้นลูกจะเจ็บตัว…"

“คุณพ่อ… อ๊ะ”

เอ็นคริดกดสะโพกขย่มกายลงบนก้านนิ้วยาวหนานี่จนได้ เพราะอาวดินตัวใหญ่ อะไร ๆ ก็ใหญ่ตาม แม้แต่สองนิ้วที่งอคว้านไปตามผนังอ่อนนิ่มก็ทำเอาร่างเล็กกว่าจุกไปหมด

อ่า… ฮึก..

“อยะ อย่างอนิ้ว อ่ะ-”

ยิ่งห้ามเหมือนยิ่งยุ สองนิ้วกระทุ้งงอเหยียดก่อนเริ่มบดคลึงปุ่มเนื้อแข็งที่นูนออกมา ทำเอาร่างเล็กกว่าคว้าคอหนาไปกอดแน่น ครวญครางเสียงหลงปนหอบกระเส่า

“ฮึก… ตรงนั้นมัน อึก- อย่าถูนะ.. อ๊ะ! มันแปลก...”

แฮก…

นี่ข้ากำลัง… ทำอะไรอยู่

ทำไมถึงได้อยู่ในสภาพเปลือยกายล่อนจ้อนต่อหน้าบาทหลวงผู้นี้?

เมื่อนิ้วที่สามแทรกเข้ามา ความเจ็บนิด ๆ เรียกสติของเอ็นคริดให้กลับคืน

เฮือก!?

“ทำอะไรน่ะ…?”

เอ็นคริดกะพริบดวงตาที่กลับมาใสกระจ่างอีกครั้ง ก่อนที่ภาพตรงหน้าจะทำเอาเจ้าตัวตกตะลึง ปากเจ่อชื้นอ้าพะงาบ ๆ ก่อนเริ่มขยับขืนตัวหนี แต่กลับสู้แรงรัดของวงแขนที่แข็งแกร่งปานแท่งศิลาตรงหน้าไม่ได้

“ปล่อยข้า! เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่อาวดิน!?”

เขาทั้งตะคอกทั้งออกแรงดิ้น สองมือผลักไสสลับกับทุบเข้าไปบนไหล่และใบหน้า ไม่อาจทำให้เจ้าของรอยยิ้มเปื้อนความเมตตาสะทกสะท้านแม้แต่นิด มีแต่เอ็นคริดที่เหนื่อยเปล่าและเจ็บตัวอยู่ฝ่ายเดียว

แฮก…

หมับ…!

“ข้าบอกให้ปล่อยข้า…เจ้าคนกักขฬะ!”

ด้วยความโกรธขึ้งที่แล่นริ้วทั่วทั้งกายา อดีตทหารรับจ้างผู้หลบหนีจึงคว้าหมับเข้าที่ลำคอหนาด้วยสองมือแล้วบีบแน่น

“ตอบ-คำ-ถาม-ข้า! เจ้าเล่นเล่ห์กลปีศาจอะไร!?”

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายนี้ ไหนจะช่วงเวลาที่เขาไม่มีสติรู้ตัวนั่นอีก มันคล้ายกับว่าถูกสะกดจิต… นัยน์ตาสีครามม่วงเบิกกว้าง ความสามารถในการควบคุมจิตใจนั้นอันตราย อีกฝ่ายทำราวกับตนเป็นตุ๊กตาสนองความใคร่ ไอ้บาทหลวงเก๊เอ๊ย!

“ไม่ใช่เล่ห์กลของปีศาจ แต่เป็นปาฏิหาริย์แห่งพระเจ้า ที่พระผู้เป็นเจ้าทรงประสาทพรให้แก่แม่ชีตัวน้อยของข้าต่างหาก”

ว่าพลางช้อนลิ้นกระตุ้นปุ่มถันให้หลั่งน้ำนม

ผัวะ!

“ลูกพ่อ.. ชอบการทรมานกายเช่นนั้นหรือ แม้จะเป็นหลักปฏิบัติที่ล้าหลังไปสักหน่อย แต่หากลูกต้องการก็ย่อมได้”

เอ็นคริดที่เพิ่งตบหน้าอีกฝ่ายอย่างแรงจนมือแดง ความรู้สึกราวกับลงมือกับหินอย่างไรอย่างนั้น แต่ก็ยังเตรียมง้างหมัดอีกรอบ ทว่าดูเหมือนเจ้าตัวจะลืมไปว่านิ้วทั้งสามของอาวดินยังคงคาคับอยู่ในร่องแคบ คนตัวโตจึงเริ่มขยับนิ้วด้านในอีกครั้ง ครานี้ทั้งดุดันและไร้ปรานียิ่งกว่าที่เคยจนเอ็นคริดแทบสำลัก ร่างโปร่งผวาเฮือก คว้าหมับเข้าที่เส้นผมสีแพลตินั่มบลอนด์พลางรั้งขึ้น ราวกับจะระบายอารมณ์ความปั่นป่วนอ่อนไหวที่แล่นริ้วไปทั่วร่างกาย หน้าอกอวบใหญ่ส่ายกระเด้งล่อตาล่อใจ จะมีสักกี่รายที่อดใจไหวไม่ลิ้มลอง

ฮึ๊ก!

แฮ่ก!

“อยะ อย่า...”

ร่างกายของเอ็นคริดมาถึงขีดจำกัดแล้วหลังถูกปรนเปรอทั้งบนทั้งล่าง ช่องทางด้านหลังของเขาพลันตอดตุบ ๆ ก่อนหลั่งน้ำหวานเช่นเดียวกันกับน้ำนมที่พุ่งกระฉูดใส่ใบหน้าของไอ้เจ้าบาทหลวงสวะ

“แฮ่ก…!”

คนผมน้ำตาลโอบกอดช่วงหัวใหญ่ของคุณพ่ออาวดินไว้อย่างช่วยไม่ได้ หน้าอกนูนนุ่มเบียดชิดเสียดสีกับใบหน้า ร่างขาวนวลตาสั่นงันงก ลำตัวอ่อนเปลี้ยหลังจากปลดปล่อยรุนแรง

“ขะ ข้าไม่ได้…”

เขาไม่ได้ตั้งใจให้มันกลายมาเป็นแบบนี้ นัยน์ตาสีม่วงครามกลอกขึ้นของขณะที่เปลือกตาหรี่ลงครึ่งหนึ่ง ยามร่างหนาถอนสามนิ้วออกไปพร้อมกันนิ้วเท้าของเอ็นคริดพลันหงิกงอ

ฮิ๊ก–...

“เหมือนลูกพ่อจะยังไม่อิ่มหนำ… ใช่หรือไม่?”

เอ็นคริดพยายามจะปฏิเสธไปด้วยการส่ายหน้า แต่ท่อนลำหนาที่ปาดถูอยู่ตรงปากทางทำเอาเขาเสียสมาธิ

“มะ ไม่-”

“มองตาพ่อสิแล้วบอกมาว่าลูกอยากได้อะไร”

ชายหนุ่มผมน้ำตาลพยายามเลี่ยงการสบตา แต่พอถูกจู่โจมทีเผลอที่หลังคอจนสะดุ้งเฮือก เส้นขนอ่อนภายในร่างกายพากันลุกชัน ดวงตาเบิกกว้างเผลอมองเข้าไปยังสีของทองคำเหลวบริสุทธิ์…

“ข้า… อยากได้ท่อนเนื้อของคุณพ่อ…”

ไม่ใช่! ข้าไม่มีวันพูดจาน่าอดสูเช่นนั้น!

อืออ...

“อย่าไปคิดเรื่องอื่นให้มากความเลย จดจ่ออยู่กับพ่อ… อยู่กับท่อนเนื้อของพ่อที่ลูกอยากได้”

ว่าพลางใช้สองมือรวบกดสะโพกของเอ็นคริดให้ปากทางค่อย ๆ กลืนกินส่วนหัว แต่ขนาดของมันก็ใหญ่กว่าสามนิ้วนั้นอักโข เทียบกันไม่ได้ทั้งความยาวและเส้นรอบวงเลย

เฮือก!?

“คุณพ่อ ข้าอึดอัด…”

คนพูดเสียงสั่นน้ำตาคลอก่อนหยดน้ำจะร่วงหล่นลงบนแผ่นอก ราวกับไข่มุกตกลงกระทบโขดหิน

“เพิ่งเริ่มยังไม่ถึงครึ่งทางเลยลูกพ่อ อดทนอีกนิดเดียวก็รับของพ่อได้หมดทั้งอันแล้ว พ่อรู้ว่าลูกกินเก่ง”

เสียงกล่อมเกลาของหลวงพ่อทำเอาเสียงจากจิตใต้สำนึกของเอ็นคริดค่อย ๆ หลุดลอยไป

เมื่อมือใหญ่กระชับเอวสอบพลางบังคับสวนสะโพกขึ้น ท่อนเนื้อขนาดยักษ์พลันถ่างขยายปากมดลูกก่อนมุดทะลวงเข้าไปถึงส่วนลึกสุดด้านใน…

ฮะ-

ร่างเล็กกว่าตัวสั่นระริกก่อนจิกเล็บลงบนผิวหนังหนาของบาทหลวงเพื่อระบายความอัดอั้น เมื่อคนผมน้ำตาลก้มลงหลุบตามอง หน้าท้องของตนที่เคยมีลอนกล้ามเนื้อบัดนี้กลับนูนขึ้นเป็นรูปร่างของอาวดิน

ฮึก… ฮึก…

เขาทำอะไรไม่ถูกอีกต่อไป ได้แต่ปล่อยให้มือหยาบลูบสัมผัสตามร่างกายเนียนนุ่ม พลางสอดใส่เข้าออกร่องแฉะ ผิวน้ำแตกกระเซ็นเป็นระลอกคลื่นตามจังหวะการอัดกระแทก

ผลั่ก!

เฮือก!

“ชะ ช้าลงหน่อย…”

ลมหายใจของเอ็นคริดสับสนปั่นป่วน และมันก็ค่อย ๆ ถี่กระชั้นขึ้น ความรู้สึกเสียดกระสันควบคู่กันกับความจุกเสียดปนอึดอัดจากท่อนเนื้ออวบยักษ์ใหญ่โต

แฮ่ก...

“พ่อจะเติมเต็มครรภ์ที่ว่างเปล่าของเจ้า”

มือใหญ่วางทาบไปบนหน้าท้องราบ ตรงบริเวณใต้สะดือสองนิ้วกดจุดนวนคลึง ราวกับกำลังนวดปากมดลูก เล่นเอาคนถูกคลึงครางเสียงหลง ช่องทางด้านหลังยิ่งหดรัดแน่น

“อ่า…”

คนเป็นบาทหลวงจับร่างของเอ็นคริดขึ้นทั้งที่ท่อนล่างยังคงเชื่อมติดกันอยู่ก่อนพลิกให้เกาะขอบสระ

?

ร่างเล็กกว่าแหงนหน้ามองด้วยความมึนงง ก่อนที่สะโพกหนาจะตบลงมา ปัก! ก้นกลมนิ่มพลันกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่นก่อนเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ

ฮึก..!

“คะคุณพ่อท่านี้ลึก ฮึ้ก- ลึกไป…”

เอ็นคริดส่ายหน้าปฏิเสธบอกไม่ไหว แต่ร่องรักกลับถูกบังคับให้รองรับการบุกทะลวง เสียงเฉอะแฉะเคล้าคลอไปกับเสียงเนื้อกระทบเนื้อและเสียงหอบปนคราง ร่างเล็กกว่าขาสั่นพั่บ ๆ พลางฟุบหน้าลงกับช่วงแขนของตัวเอง หน้าอกตูมมีน้ำนมไหลเยิ้มตามความกระสันที่ถูกกระตุ้น ส่งกลิ่นหอมหวานเย้ายวนเสียยิ่งกว่ายาเร้ากำหนัด ท่อนล่างเองกลับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน น้ำรักสีใสจากช่องทางรักหวานเชื่อมทำให้ทุกอย่างง่ายขึ้น แกนกายที่ไม่ถูกแตะต้องเองก็เสร็จสมออกมาหลายน้ำ ร่างกายของเอ็นคริดอ่อนไหวขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อลำยักษ์เยียดยัดตัวตนเข้ามาเป็นครั้งสุดท้าย เครื่องเพศขนาดใหญ่พลันกระตุก อัดฉีดน้ำเชื้อข้นร้อนปริมาณมหาศาลเข้าสู่มดลูกด้านใน

…!

แฮก…

จบแล้วสินะ…

สติสัมปชัญญะที่ฝืนประคับประคองมาตลอดพลันดับวูบลง โดยมีมือของอาวดินรองรับไว้ มือใหญ่ช้อนใต้ราวนมประคองร่างโปร่งให้แนบชิดอก ก่อนเริ่มขยับสะโพกต่อ… โดยไม่สนว่าอีกคนจะหลับไปแล้วหรือไม่

“อ่า… พิธีมิสซาคราวถัด ๆ ไป”

ฝ่ามือหยาบใหญ่ลูบไล้หน้าท้องที่พองโย้จากปริมาณน้ำเชื้อที่ถูกอัดฉีด แกนกายแท่งโตยังคงควงคว้านแหวกว่ายภายในมดลูกที่เต็มไปด้วยน้ำกามของตนเอง

“พ่อหวังว่าลูกชายของพ่อจะอุ้มท้องบุตรของพระเจ้านะ”

 

End.

Notes:

ผมยาวกับแผลเป็นมันดีใช่ไหมล่ะคะ 😔 แล้วชุดซิสเตอร์ก็ดีมาก